ผ่านไปอีกหนึ่งปีที่แสนสาหัสของธุรกิจค้าปลีกไทย และกำลังเริ่มต้นด้วยความหวังในปี 2568
แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจ สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และราคาสินค้าที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ฟื้นตัวได้ช้าลง
ตลอดจนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากช่องทางออนไลน์ที่มีผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะจากจีน

แต่สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่าทิศทางค้าปลีกปี 2568 จะสดใสขึ้น โดย นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย คาดว่าอาจจะเติบโตราว 3-5 % เมื่อเทียบกับจีดีพีของปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโต 2.3-3.3% ด้วยแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวและส่งออก รวมถึงการลงทุนของภาครัฐ และเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศ
“ภาพรวมค้าปลีกปี 2567 ยังไม่สดใสเท่าที่ควร จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นตามที่ภาครัฐคาดการณ์ไว้ ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกเกินกว่า 37% ผลิต หรือสต๊อกสินค้าเกินความเหมาะสมไว้ก่อนแล้ว การหดตัวด้านการลงทุน ที่ส่งผลต่ออัตราการจ้างงานและการบริโภคตลอดจนหนี้ครัวเรือนสูง และภาระหนี้สินของเอสเอ็มอี รวมทั้งมาตรการแจกเงิน 1 หมื่นบาทให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดและยังต้องรอความชัดเจนในเฟสต่อไปที่จะแจกให้กับกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มอื่นๆ

ประกอบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งอนาคตของเศรษฐกิจ และการค้าโลกที่ไม่แน่นอนจากนโยบายภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่ายของประชาชน” นายณัฐกล่าว
และสมาคมเชื่อว่าภาคค้าปลีกจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญอันดับต้นๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตตามเป้าหมายในปี 2568 ด้วยปัจจุบันมูลค่าค้าปลีกและบริการกว่า 4.4 ล้านล้านบาท หากได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศ และยกระดับไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว กระตุ้นการท่องเที่ยวโดยโฟกัสกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง เช่น พิจารณาลดภาษีสินค้าเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว

พร้อมกับสนับสนุนเอสเอ็มอี โดยเฉพาะไมโครเอสเอ็มอีที่มีอยู่กว่า 2 ล้านราย ให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง เช่น ส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย, การเพิ่มโอกาสทางการค้า การขยายช่องทางการตลาด การจำหน่ายสินค้า
รวมทั้งอยากให้ออกมาตรการในการป้องกันการทะลักของสินค้าจีนราคาถูกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเอสเอ็มอีไทยในทุกแพลตฟอร์มอีกด้วย
ส่วนยักษ์ค้าปลีกไทย ย่าง “เดอะมอลล์” นายศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต และฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวยอมรับว่า ค้าปลีกในปี 2568 น่ากังวลกว่าปี 2567 เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจได้ส่งสัญญาณกระทบกำลังซื้อกับกลุ่มคนชั้นกลางแล้ว ในขณะที่กลุ่มคนระดับบนก็ระมัดระวังการใช้จ่าย

และเดอะมอลล์เอง กลุ่มลูกค้าหลักมากกว่า 50% เป็นคนชั้นกลาง จะเห็นได้จากฐานลูกค้าบัตรเอ็มการ์ด 5.8 ล้านคน มากกว่า 75% เป็นลูกค้าประจำใช้จ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตของกูร์เมต์มาร์เก็ต พบว่า ลูกค้าระดับกลางจับจ่ายลดลงเกือบ 10% และความถี่ในการจับจ่ายก็ลดลง ส่วนระดับบนยังใช้จ่ายต่อครั้งยังสูง แต่ลดความถี่ลง

“ปีนี้ยังสดใสอยู่ เพราะ 11 เดือนยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่ปีหน้าน่ากังวล และมองว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ามีความท้าทายมากมาย เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะล้อไปตามกัน เศรษฐกิจไทยจีดีพีคงอยู่ในระดับ 2.7-2.8% ประกอบกับขณะนี้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ปกติวางแผนธุรกิจ 1-3 ปี แต่ตอนนี้เหลือ 1-6 เดือน ต้องปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือการเข้าใจลูกค้าให้ลึกซึ้ง”
สำหรับเดอะมอลล์ได้เตรียมทุกอย่างเพื่อเป็นสปริงบอร์ดไปในปี 2568 พร้อมจะเน้นทำเรื่อง Personal Life ไม่ต้องจับลูกค้าทุกกลุ่มทุกคน แต่จะจับเฉพาะที่สนใจจริงๆ และการลงทุนในสาขาใหม่ๆ จะไปในทำเลที่ใช่เท่านั้น

ด้านกลุ่ม “เซ็นทรัล” ยังเดินหน้าลงทุนเปิดสาขาใหม่และปรับโฉมสาขาเดิมตามแผน ทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกในเครือ
นางณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เซ็นทรัลรีเทลมีห้างสรรพสินค้ารวมทั้งหมด 76 สาขา เป็นเซ็นทรัล และโรบินสัน โดยขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีศักยภาพสอดรับกับตลาด กลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เข้ามาในประเทศไทยมีความหลากหลาย

“ธุรกิจค้าปลีกประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าที่ไม่เหมือนเดิม ขณะที่ไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลก มีกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวเป็นโอกาสธุรกิจ นำสู่การปรับโฉมห้างค้าปลีกตลอดเวลา”
อีกหนึ่งห้างค้าปลีกรายใหญ่ที่จับลูกค้าฐานกว้าง อย่าง “บิ๊กซี” นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เผยทิศทางการดำเนินงานในปี 2568 มีแผนขยายสาขาใหม่ในจังหวัดที่ยังไม่มีบิ๊กซีประมาณ 4-5 จังหวัด โดยจะเน้นขยายสาขาขนาดกลางและขนาดใหญ่
และทยอยเปิดสาขาเดิมที่ได้มีการปรับปรุงไปแล้วประมาณ 18 สาขา อย่าง สาขาเรือธง “บิ๊กซี ราชดำริ” ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568

“ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2568 แม้ว่าเศรษฐกิจและกำลังซื้อจะยังเห็นภาพไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน” นายอัศวินกล่าว
ในขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้คาดภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2568 ว่า จะเติบโตประมาณ 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่คาดว่ายอดขายของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ
โดยธุรกิจค้าปลีกกลุ่มร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และกลุ่มธุรกิจสุขภาพและความงาม ยังเติบโตได้ดี เพราะยังคงเป็นหมวดร้านค้าสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน
แต่อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาปัญหาหนี้ครัวเรือนและราคาสินค้าที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงซึ่งจะกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ฟื้นตัวได้ช้าลง

รวมทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากช่องทางออนไลน์ที่มีผู้เล่นหลักใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์มจากจีน
เป็นอีกปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายของ “ค้าปลีกไทย”
และบทพิสูจน์ดาวเด่นของเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ