นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนธ.ค. 2567 อยู่ที่ระดับ 90.18 หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.11% มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 55.97% ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2567 ดัชนีเอ็มพีไออยู่ที่ระดับ 95.76 หดตัวเฉลี่ย 1.79% อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 58.44%
ทั้งนี้ เนื่องจากการผลิตยานยนต์ปีนี้ต่ำกว่าเป้า จากการคาดการณ์เดิมอยู่ที่ 1.9 ล้านคัน ได้มีการปรับลดลงเหลือ 1.5 ล้านคัน ทำให้กระทบต่อดัชนีเอ็มพีไอ รวมถึงปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทะลัก ส่งผลกดดันการผลิตภายในประเทศของผู้ประกอบการไทย ซึ่งมูลค่าการนำเข้าปี 2567 ขยายตัว 6.3% โดยประเทศที่ไทยมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ สินค้าจากประเทศจีนขยาตัว 1.38% ไต้หวันขยายตัว 24.4% และเวียดนามขยายตัว 18.1%
“ภาพรวมเอ็มพีไอที่หดตัว เป็นผลจากปัจจัยที่ส่งผลลบต่อภาคการผลิต ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ตลาดภายในประเทศชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งจำเป็นต้องหยุด และผลกระทบจากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ โดยเฉพาะจีน อาจทำให้สินค้าเข้ามาสู่ไทยและอาเซียนมากขึ้น”
นายภาสกร กล่าวว่า สศอ. ยังมีปัจจัยบวกจากรัฐบาลที่มีโครงการเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาครัฐ เช่น โครงการเงิน 10,000 บาท โครงการพักหนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ช่วยในการตัดเงินต้น พักดอกเบี้ย 3 ปี และปิดจบหนี้ ทำให้ภาระหนี้สินครัวเรือนลดลง และสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงตลาดส่งออกที่ยังคงดี สะท้อนจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) เดือนธ.ค. ขยายตัวจากปีก่อน 10.77% ส่งผลให้ภาพรวมส่งออกทั้งปี 2567 ขยายตัว 5.5% และภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องขยายตัวเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เดือนม.ค. 2568 สศอ. “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง แต่มีแนวโน้มฟื้นตัว” หลังจากปัจจัยภายในประเทศกลับมาอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง เนื่องจากความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่ปรับลดลง โดยภาคการผลิตกังวลต่อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงการลงทุน และปริมาณการนำเข้าสินค้าที่ชะลอตัว ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ปกติเบื้องต้น ตามการจ้างงานที่ดีขึ้น ทั้งภาคการผลิตญี่ปุ่นและสหรัฐ แต่ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากนโยบายการค้าของสหรัฐในระยะถัดไป