ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล ทั้งด้านการค้า และการลงทุน
ในปี 2568 น.ส.นุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาป้ายแดง ระกาศเดินหน้าใช้นโยบายทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ดังต่อไปนี้
ใช้เทคโนโลยีต่อยอดธุรกิจ
ปีนี้จะมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อให้การให้บริการมีความรวดเร็ว โดยจะจัดทำ Big Data สิทธิบัตร โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ค้นหา เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิบัตรเร็วขึ้น จะเร่งตอบโจทย์ความต้องการเทรนด์ธุรกิจในอนาคตมากขึ้น โดยเปิดสาขาใหม่โครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้า (Target Patent Fast-Track) เพิ่มสาขานวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Innovation) อีก 6 ประเภท ได้แก่ การจัดการน้ำและอากาศเพื่อสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด ระบบขนส่งและยานพาหนะไฟฟ้า สถาปัตยกรรมสีเขียว นวัตกรรมทดแทนการใช้พลาสติก และการจัดการขยะและสิ่งปฏิกูล ซึ่งจะช่วยต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
พัฒนาแพลตฟอร์ม Flips.IP กับภาคเอกชนเพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของศิลปิน นักร้อง นักดนตรี ผู้ประพันธ์เพลง รวมทั้งค่ายเพลงขนาดกลางและเล็ก ด้วยการประเมินมูลค่าของเพลงที่เกิดขึ้นจากการใช้งานจริง เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปล่อยสินเชื่อของธนาคารโดยใช้งานลิขสิทธิ์เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 และการแปลงงานเพลงเป็น Digital Asset เพื่อระดมทุนด้วยการสร้าง Investment Token เพื่อระดมทุนผ่านการทำ Initial Coin offering (ICO) ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงทางการเงินและนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานเพลงใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
คุ้มครองสิทธิ์เชิงรุก
ด้านการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจะมี การปรับแผนให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น ด้วยการจัดทำโครงการ Trademark Monitor เพื่อเฝ้าระวังการนำเครื่องหมายการค้าของคนไทยไปจดทะเบียนต่างประเทศ โดยไม่สุจริต โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าของ SMEs ที่มีแผนการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ ในปี 2568 ตั้งเป้าหมายตรวจสอบเครื่องหมายการค้า SMEs ไทยจำนวน 100 ราย ที่มีแผนขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศจีนที่พบการละเมิดบ่อย
เร่งแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเตอร์เน็ตโดยจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเตอร์เน็ต ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา 33 ราย และผู้ประกอบการด้านอินเตอร์เน็ต 3 ราย คือ ลาซาด้า ช้อปปี้ และ TikTok Shop สร้างกลไกความคุ้มครอง ด้วยการระงับและปิดกั้นเว็บไซต์ละเมิดและระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งทำลายของกลางคดีละเมิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า นักลงทุน เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และยังมีแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุม กวาดล้างการละเมิดทั่วประเทศ เพื่อนำพาประเทศไทยให้หลุดจากบัญชี WL อีกด้วย
“จากการศึกษาพบว่าระดับคะแนนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เพิ่มขึ้นเพียง 10% ช่วยให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 50% และยังช่วย ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระตุ้นให้มีการพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศ โดยการคุ้มครอง สิทธิบัตรที่ดีขึ้น 1% ช่วยเพิ่มการลงทุนโดยตรงจาก ต่างประเทศได้มากขึ้นถึง 2%”
ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา
ด้านการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญหาให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ กรมจะเร่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ผ่านซอฟต์พาวเวอร์ของไทย นำร่องจากการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หมูเด้ง ล่าสุดได้ร่วมกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พัฒนาคาแร็กเตอร์หมูเด้ง เพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าออกจำหน่ายสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับสินค้าและบริการของไทย รวมทั้งเร่งจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิ์ ล่าสุดองค์การสวนสัตว์ฯ ได้ยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้แล้วทั้งสิ้น 44 ผลงาน และเครื่องหมายการค้า 1 คำขอ
รวมทั้งเดินหน้าขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความเชื่อมั่นในแหล่งต้นกำเนิดให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถผลิตได้ในท้องถิ่น
“สำหรับในปีนี้กิจกรรมที่จะเป็นไฮไลต์การโปรโมต GI ของไทยในปีนี้คือ การนำชุดที่ตัดด้วยผ้าไหมยกดอกลำพูน ซึ่งเป็นผ้า GI ของไทย สวมให้กับประติมากรรมแมนเนเกน พิส รูปปั้นเด็กยืนฉี่ ซึ่งสัญลักษณ์ประจำเมืองบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อเผยแพร่อัตลักษณ์ผ้า GI ไทยให้เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลก”
ปั้นรายได้ชุมชนด้วยสินค้า GI
เตรียมขึ้นทะเบียนสินค้า GI อีก 22 สินค้า คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 6,000 ล้านบาท และ ผลักดันการขึ้นทะเบียน GI ไทยในต่างประเทศ เป้าหมายคือ ประเทศญี่ปุ่นสำหรับ 3 สินค้า คือ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง ชัยภูมิ, มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และมะขามหวานเพชรบูรณ์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่เป็นที่นิยมในตลาดญี่ปุ่น
เร่งผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ สินค้า GI ด้วยการสนับสนุนให้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหาร Thai SELECT ทั้งในไทยและต่างประเทศ ร่วมมือผู้ประกอบการนำสินค้า GI ไปผลิตวางจำหน่าย นำสินค้า GI เสิร์ฟบนสายการบินไทย และร่วมมือผู้ประกอบการ เช่น เซ็นทรัล เดอะมอลล์ แพลตฟอร์มออนไลน์ เพิ่มพื้นที่ขายสินค้า GI ตลอดจนบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขยายตลาดและต่อยอดให้สินค้า GI ของไทยให้มีตลาดและเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป
เร่งบ่มเพาะความรู้เชิงรุกให้กับผู้ประกอบการผ่านศูนย์ IPAC ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ และผ่านรายการสาระบันเทิงในรูปแบบเกมโชว์ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการขยายสินค้าสู่ตลาดสากล ต่อยอดสินค้าชุมชนในแหล่งท่องเที่ยวด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท และส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 20,000 ราย
แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค
กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่ทันสมัยเป็นปัญหาสำคัญต่อการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ดังนั้นในปีนี้กรมมีแผนที่จะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ เริ่มตั้งแต่ ร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตร ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นก่อนเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และร่างพ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ อยู่ระหว่างเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และกรมยังเตรียมยกร่างกฎหมายการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง เพื่อ ตอบรับนโยบาย ซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล เพื่อให้การจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์มีความโปร่งใส สะดวกแก่ ผู้ใช้งาน และมีมาตรฐานเท่าเทียมกับต่างประเทศ
พาไทยออกจากบัญชี WL
นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ โดยมีแผนที่จะลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (SAMR) เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งออฟไลน์และออนไลน์, การเจรจา FTA ในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-สาธารณรัฐเกาหลี และอาเซียน-แคนาดา เป็นต้น รวมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงาน (Work plan) กับสหรัฐ เพื่อนำพาประเทศไทยให้หลุดจากบัญชีประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตามมาตรา 301 พิเศษของประเทศสหรัฐ
หากกรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินนโยบายบรรลุได้ตามเป้าหมาย เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน