ปตท.ปรับกลยุทธ์ รับมือสงครามการค้า พร้อมเดินหน้าลงทุนธุรกิจไฮโดรเจนในตะวันออกกลาง

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจมีความท้าทายหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางพลังงาน เรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาด เรื่องความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อน ทำให้ปตท.ได้มีการปรับตัว เพื่อให้เข้ากับบริบทของสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ด้วยการกลับมาให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ปตท.ถนัด เกี่ยวกับพลังงาน เพื่อให้พลังงานมีความมั่นคงในต้นทุนที่เหมาะสม รวมถึงหาแหล่งพลังงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มจากพลังงานต่อยอดไปสู่แก๊ส และปิโตรเคมีต่างๆ ทำให้สภาวะต่างๆ ของโลกมีผลต่อเราให้น้อยที่สุด โดยสิ่งที่ปตท.ทำในช่วงที่ผ่านมาและปีต่อๆ ไป ซึ่งจะลงทุนในธุรกิจที่สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และ ลดต้นทุน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน

พร้อมกันนี้ ปตท.ยังอยู่ระหว่างปรับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Net Zero) ใหม่อีกครั้ง จากเดิมที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ซึ่งอาจจะเน้นดูภาพรวมทั้งกลุ่มด้วย เพราะจากบริบทโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะภาษีคาร์บอน ดังนั้นจะดูที่เหมาะสมที่ สุดเพราะทุกกระบวนการมีต้นทุน ซึ่งอาจจะช้าหรือเร็วเป็นไปได้ทั้งหมด
สำหรับการวางแผนการลงทุนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยการลงทุนระยะสั้นจะเน้นการลงทุนในโครงการที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและความเสี่ยงต่ำ โครงการเหล่านี้จะมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มกำไร อาทิ โครงการOperation Excellence ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและค่าเสื่อม(EBITDA) 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยจะมีการทำงานร่วมกันของบริษัทในกลุ่มปตท. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรประมาณปีละ 3,000 ล้านบาท และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

สำหรับในระยะกลาง ปตท. จะมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ LNG และการปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมี เนื่องจากปตท.มีการนำเข้า LNG ในปริมาณมาก จึงมีแผนที่จะพัฒนาธุรกิจด้านการซื้อขาย LNG เพื่อให้ประเทศไทยเป็น LNG Hub หรือ ศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ในภูมิภาค
รวมถึงการเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น โดยการหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งมาร่วมลงทุน ซึ่งปตท.จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ ขณะที่พันธมิตรจะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูง
ส่วนในระยะยาว ปตท. ให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนและการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)

เนื่องจากมองว่า ไฮโดรเจนจะเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในอนาคต ที่จะนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิง เช่น ก๊าซธรรมชาติ โดยปตท.จะให้ความสำคัญกับไฮโดรเจนในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเบื้องต้นได้วางแผนที่จะลงทุนในต่างประเทศที่มีต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนต่ำ เช่น ตะวันออกกลางและอินเดีย จากนั้นจะนำเข้าไฮโดรเจนมายังประเทศไทยในรูปแบบแอมโมเนีย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ต้องการให้มีการผสมไฮโดรเจนในเชื้อเพลิง 5% ในปี 2573

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน