เมื่อปี 2568 เป็นอีกปีที่โลกเผชิญกับความท้าทาย “ประชาชาติธุรกิจ” ได้นำผู้มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศมาร่วมกันค้นหาคำตอบในแง่มุมต่างๆ ว่าเราจะก้าวไปข้างหน้าต่อไปอย่างไรและจะอยู่อย่างไรท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน ในงานสัมมนา “Prachachat Forum : NEXT MOVE Thailand 2025”
โดย นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษว่าเชื่อว่าทุกคนรู้กันดีว่าประเทศไทยเผชิญโจทย์ที่มีความท้าทายอยู่อย่างต่อเนื่อง
แต่โจทย์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอีก 7 วันข้างหน้า กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศจะเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) จากประเทศต่างๆ ในวันที่ 2 เม.ย.2568 ซึ่งประเทศไทยอยู่ในบ่วงนี้ ที่ต้องยอมรับว่าขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูงมาก เพราะการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งที่ผ่านมาได้ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) สหรัฐปี 2568 ลง 0.4% จากเดิมคาดโต 2.1% เหลือโต 1.7% ปี 2569 ปรับลดคาดการณ์โตน้อยลง จาก 2.1% เหลือโต 1.8%

ศุภวุฒิ สายเชื้อ
“สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐเองก็ยังคิดว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของตัวเอง ผลกระทบที่จะมาถึงเราคงค่อนข้างแน่นอน และไม่มีใครรู้ว่าจะกระทบกับผู้บริโภคและนักลงทุนมากเพียงไหน เป็นโจทย์ที่ต้องพยายามประเมินดูต่อไป”
และดูเหมือนว่าสหรัฐได้มีการคำนวณข้อมูลและแบบจำลองการตอบโต้ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐจะเก็บภาษีไทยในระดับหนึ่งสำหรับทุกสินค้า และดูเหมือนสหรัฐต้องการเก็บภาษีไทยมากขึ้นและมากกว่าให้ไทยลดภาษีลงไปเท่ากับสหรัฐ เพราะสหรัฐจะได้เงินจากภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้นมากกว่าเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ

“แน่นอนว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในระยะข้างหน้าจากนโยบายการค้าของสหรัฐซึ่งคงทราบว่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนประมาณเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็น 9% ของจีดีพีประเทศไทย ผลกระทบจากนี้เป็นสิ่งที่ไทยต้องเผชิญ ซึ่งดีไม่ดีจะมีผลกระทบทั้งปีนี้และปีหน้า ดังนั้นสิ่งที่ไทยต้องพยายาม NEXT MOVE คือการจัดการปัญหาตรงนี้ให้ได้ดีมากที่สุด”
ถัดมาปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ มองว่าก็มีความปั่นป่วนอยู่ไม่น้อย จากนโยบายของทรัมป์ที่ดูเหมือนจะลงโทษประเทศพันธมิตรดั้งเดิม เช่น แคนาดา เม็กซิโก เดนมาร์ก และสมาชิกนาโต้ รวมทั้งยูเครน คำถามคือสหรัฐจะมากดดันฝั่งเอเชียและจีนด้วยหรือไม่ และประเทศไทยจะรับมือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อย่างไร จะวางตัวอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องนำไปไตร่ตรองต่อไป

ถัดมาโจทย์เดิมที่ประเทศไทยยังไม่ได้รับการแก้ไข คือ เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ช้าลงไปเรื่อยๆ ซึ่งในระยะยาวเป็นปัญหาเรื่องอุปทาน และปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่คนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอยู่ 12.5 ล้านคน และมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีงานทำ และในกลุ่มนี้ 45% ไม่มีเงินออมเลย ที่เหลือ 55% มีเงินออมเฉลี่ยไม่ถึง 1 แสนบาท คนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 18 ล้านคน ในอีก 15 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ดี ผลของงานวิจัยระบุว่าการจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว พบว่ามาจากการขยายตัวของภาคแรงงานประมาณ 15-30% จากที่มีการลงทุนประมาณ 20-35% แต่ที่น่าสนใจส่วนที่เหลืออีก 40-60% คือเรื่องพัฒนาคุณภาพของคนและเทคโนโลยี ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่าสภาพเศรษฐกิจโลกที่เกิดความวุ่นวายในปัจจุบันมีอยู่ 4 เรื่องใหญ่ คือ 1.โลกาภิวัตน์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เห็นได้จากปริมาณการค้าโลกต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา แต่ทำให้คนชั้นกลางหรือคนรายได้น้อยของประเทศที่พัฒนาแล้วเสียประโยชน์และกำลังส่งเสียงบ่นที่ดังขึ้น

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
2.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้มีผู้แข็งแกร่งไม่ได้มีคนเดียว จุดสมรภูมิที่สำคัญจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ 3.นโยบายทรัมป์ 2.0 เป็นความไม่แน่นอนและอาจไม่เป็นประโยชน์กับสหรัฐเองด้วย และ 4.พัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีมากขึ้น
ทั้งนี้ ไทยก็กำลังเจอความท้าทายทั้งในและต่างประเทศ ทำให้การเปลี่ยนของระเบียบโลก การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไทยกำลังมีปัญหา สิ่งที่เราทำมาใน 30 ปีที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้ผลประกอบกับแรงกดดันในประเทศ เศรษฐกิจเริ่มโตช้าลง โอกาสที่ทำให้ไทยกลับไปโต 3-5% ยากมาก
แรงกดดันที่หนักสุดคือโครงสร้างประชากรในระยะยาว ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือต้องเพิ่มการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนเรื่องทุนมนุษย์หรือการศึกษา การเพิ่มผลิตภาพการผลิตอย่างภาคการเกษตรและภาคบริการ รวมทั้งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
นายรัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชัน จำกัด พาร์ตเนอร์รายแรกในไทยของ NVIDIA ผู้ผลิตชิพปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก ได้ชี้ให้เห็นแนวโน้มหลายประเทศเตรียมวัดค่าด้านการผลิตและด้านเศรษฐกิจใหม่ ที่ไม่ได้ใช้จีดีพีที่คิดจากกิจกรรมผลิตของมนุษย์อีกต่อไป แต่เตรียมจะใช้ “พลังการประมวลผล” หรือ Compute Power วัดศักยภาพการแข่งขัน เพราะเมื่อมีการใช้แอปพลิเคชั่น ระบบอัตโนมัติซึ่งไม่ใช่แรงงานมนุษย์มากขึ้น ประเทศที่มีคลาวด์-เซิร์ฟเวอร์รองรับการรันระบบเหล่านี้จะมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจอย่างมาก
นายสันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่าทรัมป์ 2.0 มี 3T ที่ค่อนข้างรุนแรง ประกอบด้วย 1.Tariffs หรือกำแพงภาษี ซึ่งไม่ได้มีไว้แค่ขู่หรือต่อรองเท่านั้น แต่เป็นกระสุนเครื่องมือที่ทรัมป์ชอบใช้ เพื่อต้องการที่จะลดการเกินดุลของการค้าประเทศอื่นกับสหรัฐ ต้องการจะดึงอุตสาหกรรมกลับมาและปกป้องคนบางกลุ่ม รวมถึงการทำลายอุตสาหกรรมที่คิดว่าสำคัญ เช่น ยานยนต์ที่จะกระทบไทยอย่างแน่นอน และคนที่ไม่ชอบหน้าก็จะโดนบวกภาษีเพิ่มอีก

สันติธาร เสถียรไทย
2.Transactional ซึ่งเป็นหลักว่า แม้เป็นเพื่อนกันไม่ได้แปลว่ารอด ซึ่งในสมัยนายโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ มีคอนเซ็ปต์ว่า Friend Touring เพื่อนกัน เรารอด แต่ถ้าเป็นศัตรูกัน เราโดน ซึ่งวันนี้เพื่อนก็ไม่ได้รอด 3.Triumph เป็นสิ่งที่ต้องตีโจทย์กันดีๆ ว่าความสำเร็จของทรัมป์คืออะไร ซึ่งถามว่า 4 ปีหลังจากนี้ เขาอยากเห็นโลกไปทางไหน บางครั้งการเป็นผู้ชนะอาจจะไม่แปลว่าชีวิตดีขึ้น

ทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว
นายทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ยืดเปล่า” กล่าวว่า การขยับขยายจากธุรกิจซื้อมาขายไป ไปสู่การสร้างแบรนด์และผลิตสินค้าเองเป็นอีกจุดที่ต้องเผชิญความท้าทายใหม่ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจคือการไม่ยอมแพ้ มองหาจังหวะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส และหาจุดแข็งที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง การฟังลูกค้าและการพัฒนาสินค้าตามความต้องการของตลาด จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน