หุ้นไทย ปิดตลาดร่วง 17 จุด นักลงทุน แห่เทขายกลุ่ม อสังหา-แบงก์ จากเหตุแผ่นดินไหว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 31 มี.ค.2568 แดนลบดัชนีหุ้นไทยปิดทำการที่ระดับ 1,158.09 จุด ลดลง -17.36 จุด หรือ -1.48% มูลค่าการซื้อขาย 40,260.73 ล้านบาท
หลักทรัพย์ที่กดดัชนีมากที่สุด 5 อันดับแรก 1.DELTA ปิดที่ระดับ 65.75 บาท ลดลง -3.25 บาท ซึ่งมีผลต่อดัชนีตลาดลดลง -3.2541 จุด 2.AOT ปิดที่ระดับ 37.75 บาท ลดลง -0.75 บาท ราคาหุ้นที่ลดลงมีผลต่อดัชนี -0.86 จุด 3.TRUE ปิดที่ระดับ 11.70 บาท ลดลง -0.30 บาท ราคาหุ้นที่ลดลงมีผลต่อดัชนี -0.832 จุด
4.SCB ปิดที่ระดับ 123.00 บาท ลดลง -2.50 บาท ราคาหุ้นที่ลดลงมีผลต่อดัชนี -0.6757 จุด และ 5.BDMS ปิดที่ระดับ 21.80 บาท ลดลง -0.40 บาท ราคาหุ้นที่ลดลงมีผลต่อดัชนี -0.5103 จุด
ทั้งนี้นักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 4,199.99 ล้านบาท ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ และ นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ -1,275.85 และ -1,487.41 ล้านบาท
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ประเด็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง สะท้อนจากตึกอาคารสูงหลายเเห่งเป็นรอยร้าว และมีความเสียหายเกิดขึ้น เป็นอีกปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คาดว่า จะมีแรงขายแบบ Panic ออกมาค่อนข้างมาก
นายณรงค์เดช จันทรไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า กล่าวว่าดัชนีหุ้นไทยที่ปรับลดลง มาจากปัจจัยต่างประเทศที่กังวลสงครามการค้าที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเตรียมประกาศมาตรรภาษีตอบโต้ในวันที่ 2 เม.ย.
และเมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค.สหรัฐรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน เร่งตัวขึ้น ทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)จะลดการปรับลดดอกเบี้ยลงหรือลดข้าลงในปีนี้
ส่วนปัจจัยในประเทศ เผชิญแรงขายออกมามากในกลุ่มธนาคารและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ดีอยู่แล้ว และเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวทำให้มาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมรัพย์แทบไม่มีผล และเหตุการณ์นี้ยิ่งจะทำให้ตลาดซบเซาต่อไปอีกส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ มีความกังวลหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย จึงมีแรงขายออกมาฉุดตลาด