เปิดโผ 12 สินค้า เอสเอ็มอีไทย เดี้ยงพิษภาษีทรัมป์ -สสว. ชี้เสียหาย 3.8 หมื่นล . โทรศัพท์-อัญมณี-แอร์ อ่วม

รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ประเมินผลกระทบจากมาตรการขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐว่ามูลค่าส่งออกของ เอสเอ็มอี ไปยังสหรัฐ ปี 2568 จะลดลง 1,128 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 38,300 ล้านบาท และอาจส่งผลให้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอี ปี 2568 ลดลง 0.2% จากที่ สสว. ประมาณการการขยายตัวไว้ที่ 3.5 %

ทั้งนี้ ความรุนแรงของผลกระทบดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองของรัฐบาลไทย รวมทั้งมาตรการตอบโต้ ของประเทศคู่ค้าอื่นๆ โดย สสว.ได้วิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ส่งออกเอสเอ็มอีในเบื้องต้นพบว่า มีสินค้า 12 กลุ่มหลัก ที่พึ่งพิงการส่งออกไปสหรัฐในระดับสูง การส่งออกสินค้ากลุ่มนั้นไปยังสหรัฐเป็นตลาดหลักเกินกว่า 10% และมูลค่าสูงกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ จะกระทบกับเอสเอ็มอีประมาณ 3,700 ราย

โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า ได้แก่ เครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เครื่องส่งวิทยุ กล้อง ถ่ายบันทึกภาพดิจิทัล และลวดเคเบิ้ล มูลค่าส่งออก 2,792 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 34% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 59% จำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอี 914 ราย

กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ได้แก่ พลอย และเครื่องประดับเพชรพลอยรูปพรรณ มูลค่าส่งออก 758 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 45% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 19% จำนวนผู้ส่งออก 885 ราย

กลุ่มเครื่องจักรและส่วนประกอบ ได้แก่อุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ ก๊อก วาล์ว ส่วนประกอบเครื่องยนต์อากาศยาน มูลค่าส่งออก 466 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 25% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 52% จำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอี 156 ราย

กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ โซฟา โคมไฟ อุปกรณ์ส่องสว่าง เฟอร์นิเจอร์การแพทย์ มูลค่าการส่งออก 432.15 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 45% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 68% จำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอี 400 ราย

ของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า เช่น ข้อต่อ ลวดเกลียว สลิง ตะปู สะพานและชิ้นส่วน ประตูน้ำ เครื่องสุขภัณฑ์ ของใช้ในครัวและโต๊ะอาหาร มูลค่าการส่งออก 181.07 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 24% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 31% จำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอี 422 ราย

ยานยนต์และชิ้นส่วน ได้แก่ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถพ่วงและกึ่งพ่วง มูลค่าการส่งออก 116 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 8% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 21% จำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอี 138 ราย

ของปรุงแต่งทำจากพืชผักผลไม้ ได้แก่ น้ำผลไม้ ผลไม้ ผักผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม แยม มูลค่าการส่งออก 73.97 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 10% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 14%
จำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอี 293 ราย

อะลูมิเนียมและของทำด้วยอะลูมิเนียม ได้แก่ สิ่งก่อสร้างทำด้วยอะลูมิเนียม ภาชนะอะลูมิเนียมสำหรับบรรจุก๊าซอัดหรือก๊าซเหลว และของอื่นๆ ทำด้วยอะลูมิเนียม มูลค่าการส่งออก 68.23 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 55% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 53% จำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอี 74 ราย

เครื่องแต่งกายถักแบบนิตหรือแบบโครเชต์ ได้แก่ เสื้อกั๊ก เสื้อผ้าของเด็กเล็ก สูท เชิ้ต ถุงมือทุกชนิด เสื้อโอเวอร์โค้ตของบุรุษ ชุดวอร์ม ชุดสกี และชุดว่ายน้ำ มูลค่าการส่งออก 50.67 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 17% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 41%จำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอี 190 ราย

ธัญพืช ได้แก่ ข้าว มูลค่าการส่งออก 42.00 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 5% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 11% จำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอี 85 ราย

กลุ่มยางและผลิตภัณฑ์ยาง ได้แก่แผ่นยางปูพื้น อย่างกันกระแทก ท่อยางอุตสาหกรรม มูลค่าส่งออก 24 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเอสเอ็มอี 16% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 16% จำนวนผู้ส่งออก เอสเอ็มอี 121 ราย

กลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป ได้แก่ สัตว์น้ำแปรรูป จำพวก กุ้ง หอย ปู มูลค่าส่งออก 14 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน เอสเอ็มอี 7% พึ่งพาตลาดสหรัฐ 49%
จำนวนผู้ส่งออก เอสเอ็มอี 30 ราย

ทั้งนี้ เพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว เอสเอ็มอีไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นการค้นหาตลาดใหม่และคู่ค้าในภูมิภาค รวมทั้งหาประโยชน์จากกฎเกณฑ์การค้าผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และใช้ฐานการผลิตจากประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาษี

และรัฐบาลควรให้การสนับสนุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน และเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน ทำให้ภาคเอกชนสามารถบริโภคได้มากขึ้น ลดการพึ่งพาการส่งออก และกระตุ้นการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญกับการไหลบ่าของสินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่แสวงหาตลาดทดแทนสหรัฐ ดังนั้น การเร่งสร้างมาตรการรองรับ รวมถึงการเพิ่มความตระหนักให้ผู้ซื้อพิจารณาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการขาดดุลการค้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน