KKP ห่วง จีดีพีวูบ 1.1% เอฟเฟ็คภาษีทรัมป์ หวั่นศก.ไทยถดถอย แนะ กนง.หั่นดอก 1.5%

“เราจึงประเมินว่าอัตราภาษีที่สูงมากขนาดนี้ไม่มีทางที่จะอยู่ได้ทั้งปี เพราะถ้าเก็บอัตราภาษีเท่านี้จริง เชื่อว่าภายในไม่ถึง 1 ปี เศรษฐกิจสหรัฐแย่แน่นอน เงินเฟ้อจะสูงขึ้น เชื่อว่าจะเป็นการขู่ และเรียกคนเข้ามานำเสนอเงื่อนไขที่เขาอยากจะได้”โดยเหตุผลที่สหรัฐใช้นโยบายอัตราภาษีนำเข้า ประเมินว่า มี 5 อย่าง ได้แก่ 1.ทรัมป์เชื่อว่าทุกปีนำเข้าสินค้าปีละ 3 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์ หากเก็บภาษีนำเข้าจะทำให้สหรัฐมีรายได้ปีละ 100-400 พันล้านดอลลาร์
2. หากเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจะเป็นการขู่นักลงทุนที่ผลิตสินค้าและย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ จะย้ายกลับมาที่สหรัฐเพื่อเสริมสร้างการลงทุนในภาคการผลิต
3.ทรัมป์มองว่าการขาดดุลการค้า เป็นการถูกเอาเปรียบ จึงต้องทำให้เกิดสมดุลการค้ามากขึ้น 4. ใช้เป็นเครื่องมือในการทำสงครามการค้ากับจีน

5. ใช้เป็นเครื่องมือการต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งการเจรจาจะแตกต่างกันไปแต่ละประเทศ

“เชื่อว่าอัตราภาษีคงไม่มีโอกาสที่จะกลับไปอยู่ในระดับเดิม แต่คงไม่ได้อยู่ในระดับที่เราพูดถึงอยู่ปัจจุบัน สุดท้ายเจรจาแล้วค่าเฉลี่ยอัตราภาษีอาจจะลงมาอยู่ที่ 5-10 % อย่างที่ทรัมป์พยายามจะเก็บกับทุกประเทศ ยกเว้นว่ามีการตอบโต้กันเกิดขึ้นหรือทรัมป์ไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ ”

โดยทรัมป์พูดชัดเจนว่าหากให้ลดอัตราภาษีลงให้แต่ละประเทศทำ 5 อย่าง 1. นำสินค้ามาผลิตในสหรัฐ 2.แต่ละประเทศต้องไปลดภาษีนำเข้าที่แพงลง 3.ลดมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาษีนำเข้าลง 4.อย่างแทรกแซงค่าเงิน 5.ซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตามหากมีการเก็บภาษีนำเข้าแบบนี้อยู่ตลอดทั้งปี ประเมินว่าผลกระทบทางตรงผ่านการส่งออกในเอเซียทั้งหมดประมาณ อยู่ที่ 0.6% ขณะที่ประเทศไทยผลกระทบจะสูงกว่าประเทศอื่นๆ ประมาณ 1.1 % ต่อจีดีพีเนื่องจากสัดส่วนการส่งออกของไทยต่อจีดีพีมีค่อนข้างสูง

ดังนั้นทางเลือกของประเทศไทยประเมินว่ามีอยู่ 3 ทางเลือก 1. สู้ (retaliate แบบ แคนาดา ยุโรป หรือจีน) อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะเราพึ่งพาสหรัฐมากกว่าสหรัฐพึ่งพาเราแน่นอน หากเรา retaliate เราอาจจะเหนื่อยกว่าเดิม 2. ทน (tolerate) อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเช่นกัน ถ้าเราหาทางออกไม่ได้ ก็คงต้องทน ซึ่งจะทนได้หรือไม่หากผลกระทบจะทำให้จีดีพีไทยลดลงกว่า 1.1 %

หมอบ (negotiate) คือ เจรจาหาทางลงที่สหรัฐพอใจ อาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เช่น ปรับลดภาษีที่เราเก็บเขาสูง ๆ ยอมเปิดตลาดที่เราปกป้องอยู่ ลดภาษีศุลกากร เช่น เนื้อสัตว์ อาหาร เกษตรกรรม และอาจจะต้องนำเสนอทางออกให้สหรัฐอีก เช่น การนำเข้าพลังงาน นำเข้าสินค้าเกษตรเพิ่มเติม นำเข้าสินค้าใหญ่ ๆ อย่างเครื่องบิน อาวุธ เครื่องจักร หรือต้องหาทางเพิ่มการลงทุนในสหรัฐ เราอาจจะต้องเปิดเสรีด้านต่าง ๆ ที่สหรัฐบ่นมาตลอด เช่น บริการทางการเงิน การคุ้มครองสิทธิทางปัญญา ประเด็นสิทธิของแรงงาน

“หากมีการไปเจรจาผลกระทบต่อจีดีพีอาจจะน้อยลง แน่นอนว่าการโดนภาษีจะกระทบต่อผู้ส่งออก แต่พอเราไปเจรจาแปลว่าเราเอาภาคอื่นไปเสนอให้สหรัฐเพื่อให้เขาลดผลกระทบต่อผู้ส่งออก ดังนั้นการเจรจาจะมี 2 ระดับ ได้แก่ เจรจาภายนอก กับสหรัฐ และเจรจาภายใน ผลกระทบตอนนี้คือผู้ส่งออก ถ้าเราเอาภาคอื่นไปแลก เขาจะยอมแลกกับเราด้วยหรือไม่”

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมถึงผลกระทบอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐ ไทยอาจจะต้องมีนโยบายเข้ามาช่วยเหลือมากขึ้นทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะมีการปรับลดออัตราดอกเบี้ยในปีนี้อีก 2 ครั้ง ไปอยู่ที่ 1.50% และปีหน้าอีก 1 ครั้ง ไปอยู่ที่ 1.25 % และมีโอกาสดอกเบี้ยนโยบายลงไปต่ำกว่า 1.25 % หากอัตราภาษีที่สูงยังอยู่อีกนาน

“ทั้งนี้เชื่อว่าผลกระทบไทยโดนเยอะ และมีโอกาสที่ไทยเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ หากยังโดนภาษีที่สูง หรือยังเจรจาไม่ได้ และการส่งออกหากยังรุนแรง เศรษฐกิจไทยที่ตั้งไว้ที่ 2.3 % ลดลงไปเหลือเพียง 1 % กว่าๆ ในบางไตรมาสไทยอาจจะเสี่ยงเกิดเศรษฐกิจถดถอยได้”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน