พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อ มี.ค.ขาลงโต 0.84 % เล็งหั่นเป้าทั้งปี หลังราคาน้ำมันโลกดิ่ง

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป( เงินเฟ้อ )ของไทยเดือนมีนาคม 2568 เท่ากับ 100.35 เทียบกับเดือนมีนาคม 2567 สูงขึ้น 0.84 %

ปัจจัยหลักจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูป ประกอบกับมีการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล และค่าเช่าบ้าน เป็นสำคัญ ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก จากสินค้า 464 รายการที่นำมาคำนวณเงินเฟ้อ มี 289 รายการราคาสูงขึ้น อีก 54 รายการราคาไม่เปลี่ยนแปลง และ 212 รายการราคาลดลง

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้น 0.86 % เป็นการชะลอตัวลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สูงขึ้น 0.99 % ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยไตรมาสแรกสูงขึ้น 1.08% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ไว้เล็กน้อย จากที่คาดไว้ 1.13 %

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 2/ 2568 คาดลดลงจากไตรมาสแรก ปัจจัยจาก 1. ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง 2.) ฐานราคาผักสดและไข่ไก่ในปีก่อนอยู่ในระดับสูง แต่ปีนี้ สภาพอากาศเอื้ออำนวยมากกว่าทำให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น

3. การลดลงของราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน และ 4.การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่ 1.วัตถุดิบต้นน้ำของสินค้าเกษตรบางชนิดราคายังอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะพืชสวน เช่น มะพร้าว กาแฟ และปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น ทั้งกะทิ กาแฟ และน้ำมันพืช

และ 2. อาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะอาหารพร้อมทาน ราคายังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมีการปรับราคาตามต้นทุนวัตถุดิบบางชนิดที่สูงขึ้น

จากปัจจัยน้ำมันที่มีทิศทางลดลง และผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ ที่อาจมีผลต่อเงินเฟ้อไทยบางเรื่อง สนค. จึงอยู่ระหว่างวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่แยกเป็น 2 ส่วน คือ ผลกระทบจากกลุ่มสินค้า และ กลุ่มบริการ เบื้องต้นที่น่าจดลดลง

คือ ราคาน้ำมัน และผลการเจรจานำเข้าสินค้าบางชนิดจากสหรัฐที่เพิ่มขึ้น เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง เป็นต้น ส่วนภาคบริการ ที่มีต้นทุนค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าการศึกษา และค่าบริการภาคเอกชน เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

โดยมีแนวโน้มที่เงินเฟ้อทั้งปีน่าจะต่ำที่คาดการณ์ไว้ 1-3 % ซึ่งจะมีการทบทวนตัวเลขในเดือนเมษายนนี้ ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาส 2 ปีนี้ กรอบอยู่ที่ 0.1-0.2 %ค่ากลาง 0.14% ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก และชะลอต่อเนื่องจากปีก่อน ซึ่งยังไม่เป็นทิศทางเงินเข้าภาวะเงินฝืด ด้วยเงินเฟ้อยังเป็นบวก ไม่ใช่เป็นการติดลบต่อเนื่อง

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางส่งออกในเดือนเมษายน กำลังติดตามความชัดเจนเรื่องภาษีนำเข้าที่สหรัฐประกาศใหม่ ที่จะมีผลในวันที่ 9 เมษายนนั้น มีหลายด้านต้องติดตาม เช่น สินค้าที่อยู่ระหว่างการเดินทาง ส่งมอบ จะเริ่มอัตราใหม่หรือเดิม และเดือนเมษายนไทยมีวันหยุดต่อเนื่อง ต้องดูเรื่องการส่งมอบสินค้าด้วย เป็นต้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน