พาณิชย์ ชี้ความเชื่อมั่นบริโภค มี.ค. ดีต่อเนื่อง อนิสงส์มาตรการรัฐ แจกเงินหมื่น-แก้หนี้
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,701 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 50.8 ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7
อย่างไรก็ตาม ความกังวลของประชาชนต่อภาระหนี้สิน ตลอดจนสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศและการส่งออกสินค้าของไทย ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 50.8 ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นหรือมีค่ามากกว่าระดับ 50 โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนียังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่น คาดว่ามาจาก
อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย อาทิ นโยบายด้านการค้าของสหรัฐฯ ความกังวลของประชาชนต่อภาระหนี้สิน เศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอ รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 50.52 รองลงมาคือ มาตรการของภาครัฐ คิดเป็นร้อยละ 15.21 สังคม/ความมั่นคง คิดเป็นร้อยละ 7.80
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 2 ภาค ได้แก่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 55.1 และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 52.1 โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นคือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของภาครัฐ สังคม/ความมั่นคง และเศรษฐกิจโลก
จากเดือนก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ อาทิ ความกังวลต่อภาระค่าครองชีพ และหนี้สิน
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า 5 กลุ่มอาชีพมีดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 55.2 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 51.3 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 51.6 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 50.2 และพนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 50.1
” ประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงการลดภาระหนี้สินผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ นอกจากนี้ การขยายตัวของการส่งออกจากความต้องการสินค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นอีกทางหนึ่ง”
ทั้งนี้ ในอนาคต โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ระยะที่ 3 และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ คาดว่าจะมีผลทำให้เกิดการใช้จ่ายในทุกภูมิภาคและทุกภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของประชาชนปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความไม่มั่นคงของสถานการณ์การค้าโลกยังคงเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาครัฐจะเฝ้าระวังและติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุดรวมถึงช่วยบรรเทาความกังวลของประชาชน