ธปท. ชี้ ภาษีสหรัฐ นโยบายการค้าโลก กระทบ ส่งออกไทยครึ่งปีหลังชัดเจน จับตาตลาดการเงินผันผวน
วันที่ 17 เม.ย.68 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานวิเคราะห์ผลกระทบเบื้องต้นของนโยบายการค้าโลกต่อเศรษฐกิจไทย ว่า นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงการตอบโต้ของประเทศเศรษฐกิจหลัก จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าโลกอย่างมีนัย
สถานการณ์คาดว่าจะยืดเยื้อ โดยผลกระทบจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยในหลายช่องทาง และใช้เวลากว่าจะเห็นผลที่ชัดเจน ในระยะสั้น ตลาดการเงินผันผวนขึ้น เริ่มเห็นการผลิต การค้า และการลงทุนบางส่วนชะลอเพื่อรอความชัดเจน ขณะที่จะเห็นผลของ ภาษีศุลกากร (tariff) ต่อการส่งออกมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568
ทั้งนี้ ความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นกับภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บเทียบกับประเทศคู่ค้า และการตอบโต้ระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลักและสหรัฐฯ ซึ่งผลต่อเศรษฐกิจการเงินไทยจะมีผ่าน 5 ช่องทางหลัก ดังนี้
1. สถานการณ์ตลาดการเงินล่าสุด โดยระบุว่า ขณะนี้ราคาสินทรัพย์ทั้งในไทยและต่างประเทศมีความผันผวนเพิ่มขึ้น แม้สภาพคล่องและกลไกการทำธุรกรรมยังคงเป็นไปตามปกติ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (แข็งขึ้น 2.71% ณ วันที่ 17 เมษายน 2568) สอดคล้องกับแนวโน้มภูมิภาคจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สืบเนื่องจากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาค ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยยังไม่พบพฤติกรรมผิดปกติจากนักลงทุนสถาบัน ส่วนการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ยังเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ธปท. เตือนให้จับตาผลกระทบของนโยบายภาษี (tariff) ต่อธุรกิจอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี
2.ภาคการลงทุน ความไม่แน่นอนที่ยังสูงต่อเนื่องทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุน ชะลอออกไป (wait and see) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นหลัก (อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และยานยนต์) ซึ่งเริ่มเห็นผลดังกล่าวบ้างแล้ว จากการหารือกับผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าว มีบางส่วนรอความชัดเจนเพื่อตัดสินใจการลงทุนใหม่จากแผนเดิมที่วางไว้ ในระยะต่อไปหากไทยถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่นอาจเห็นการย้ายฐานการผลิตออกจากไทย
3. ภาคส่งออกไทย ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 18% ของการส่งออกทั้งหมด หรือประมาณ 2.2% ของ จีดีพี อาจเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนตั้งแต่ครึ่งหลังของปี จากนโยบายภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ที่ถูกเลื่อนบังคับใช้ออกไป 90 วัน คาดว่าจะมีการเร่งส่งออกในไตรมาส 2 โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารแปรรูป กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารแปรรูป
นอกจากนี้ สินค้าไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก เช่น ยาง เหล็ก ชิ้นส่วนยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ (รวมประมาณ 4.3% ของการส่งออก) ก็จะได้รับผลกระทบด้วย
4. การแข่งขันในตลาดส่งออกและในประเทศจะรุนแรงขึ้น ซึ่งไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศอื่นที่หันมาส่งออกมายังตลาดเดียวกันกับไทย หรือแม้แต่ส่งเข้าสู่ตลาดไทยโดยตรง โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ โลหะ เครื่องจักร และเคมีภัณฑ์ ซึ่งจะกระทบกับภาคการผลิตที่ยังอยู่ในช่วงเปราะบาง
5. เศรษฐกิจโลกชะลอ กระทบส่งออก-ท่องเที่ยวไทย ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศคู่ค้า รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ลดลง จะกระทบต่อรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนการนำเข้าและอัตราเงินเฟ้อในประเทศ
นายสักกะภพ กล่าวว่า ทาง ธปท. จะติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในภาคส่วนสำคัญ เช่น การผลิต การส่งออก และการลงทุน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในกลไกตลาดและพฤติกรรมการกู้ยืมของภาคเอกชน ทั้งนี้ จะจับตาสัญญาณจากข้อมูลเชิงลึก เช่น การแจ้งหยุดกิจการ การผิดนัดชำระหนี้ และแนวโน้มคำขอส่งเสริมการลงทุน
นอกจากนี้ ทาง ธปท. เห็นว่าแนวโน้มการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น ไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งด้านการคุมสินค้านำเข้า ป้องกันการส่งออกผ่านไทย (transshipment) และเสริมมาตรการปกป้องตลาดภายใน เช่น การเร่งไต่สวนการทุ่มตลาด (AD/CVD) และการคุ้มครองผู้บริโภค
ในระยะยาว ไทยควรขยายตลาดและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานกับประเทศในภูมิภาค พร้อมยกระดับภาคการผลิตและบริการ เช่น เกษตรแปรรูป อาหาร ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเน้นการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจด้วยนวัตกรรม แรงงานฝีมือ และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน
นายสักกะภพ กล่าวว่า นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา จะส่งผลกระทบต่อ จีพีดีไทย ในช่วงครึ่งปี 2568 หลัง หรือไม่นั้น ตนต้องเรียนว่า การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำการค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นช็อคที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ลึกในบางจุด ซึ่งจะแตกต่างกับช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่จะกระจายไปทั่ว
แต่ถ้าจะให้ประเมินเป็นตัวเลขจีดีพีตอนนี้ก็ค่อนข้างเร็วไป เนื่องจากยังมีความผันผวนไม่แน่นอน และยังต้องติดตามหลังจาก ครบ 90 วัน ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลง ซึ่งหลังจาก 90 วัน จะเห็นความชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ในเบื้องต้น ทาง ธปท. มีการประเมินว่า จะกระทบกับจีดีพีแน่นอนแต่ ไม่รุนแรงเท่ากับช่วงโควิด-19 ส่วนกรอบตัวเลข ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และการเจรจาทางการค้า ซึ่งก็ต้องดู ความชัดเจนอีกครั้ง
ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ค่าเงินบาท และการส่งออกยังคงมีความผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์การขึ้นภาษีของสหรัฐฯยังถือว่ายังไม่จบ แต่ทาง ธปท. ได้มีการเข้าไปดูแลไม่ให้ สถานการณ์ค่าเงินมันผันผวนจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ทางธปท. ยังไม่ได้ เห็นถึงความผิดปกติของความเคลื่อนไหวที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน