คลัง หวั่นจัดเก็บรายได้ปีงบ 68 ไม่เข้าเป้า จ่อออก พ.ร.บ.กู้เงิน เพิ่มเติมได้เพียง 1 แสนล้านบาท ซ้ำรอยโควิด
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 หลังจากยอดการจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ต.ค.2567-ก.พ.2568) เกินกว่าเป้าหมายเพียง 0.1% เท่านั้น โดยรายได้หลักที่จัดเก็บได้เพิ่มมาจากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ ขณะที่ รายได้การจัดเก็บจาก 3 กรมหลัก ยังต่ำกว่าเป้าหมาย
นอกจากนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ยังเผชิญกับปัญหาการใช้กำแพงภาษีเพื่อตอบโต้ประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐ ตามนโยบายของนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดี ซึ่งจะกระทบเป้าหมายการส่งออกสินค้าของไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้ ประกอบกับภาคเอกชนในประเทศก็ชะลอการลงทุน เนื่องจากรอประเมินสถานการณ์ที่จะเข้ามากระทบกับธุรกิจ เห็นได้จากยอดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอยู่ในภาวะชะลอตัว
“กระทรวงการคลังกำลังประเมินว่า จำเป็นหรือไม่ที่รัฐบาลจะต้องใช้เงินกู้เพิ่มเติม เพื่อนำมารองรับกรณีที่จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยระดับการขาดดุลงบประมาณที่ 8.65 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 นั้น แม้จะเป็นวงเงินที่สูง แต่ก็มีแผนการใช้จ่ายรองรับไว้หมดแล้ว หากจะต้องมีการใช้จ่ายเพิ่ม ก็จำเป็นต้องใช้เงินกู้ เพราะประเมินรายรับไม่เข้าเป้า ซึ่งหากพิจารณาจากกรอบ พ.ร.บ.การก่อหนี้สาธารณะแล้วจะพบว่า รัฐบาลมีช่องว่างที่จะกู้เงินได้เพียง 1 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะรองรับการใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น จึงจะเหลือเพียงช่องทางเดียว คือ การออก พ.ร.บ.กู้เงินเพิ่มเติม เช่นเดียวกันกับกรณีที่เกิดวิกฤตโควิดเมื่อปี 2563”
อย่างไรก็ตาม การออก พ.ร.บ.กู้เงินเพิ่มเติมนั้น รัฐบาลจะต้องมีเหตุจำเป็น เช่น เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะวิกฤต มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้เงินเพิ่มเติม และต้องมีโครงการการใช้จ่าย รวมถึงกำหนดระยะเวลาการใช้จ่าย ขณะที่ สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ ยังไม่ถือว่าเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลอาจไม่สามารถใช้ช่องทางการกู้เงินดังกล่าวได้ ขณะที่ การก่อหนี้เพิ่มเติมนั้นยังต้องประเมินถึงระดับหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นไปชนเพดานการก่อหนี้กำหนดไว้อยู่ที่ไม่เกิน 70% ของจีดีพี ตามกรอบวินัยการเงินการคลังด้วย ซึ่งปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 64%