วันที่ 29 เมษายน ของทุกปีเป็นวันเกิดของ “ไทยกูลิโกะ” เจ้าของแบรนด์ขนมขวัญใจคนทุกวัย อย่าง “ป๊อกกี้”
และปีนี้ครบรอบ 55 ปี จึงเปิดเบื้องหลัง เผยถึงสูตรสำเร็จ ที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน ณ โรงงานผลิตที่สวนอุตสาหกรรมบางกะดี ให้สื่อมวลชน เยี่ยมชมเป็นครั้งแรก
โดยนายเฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยกูลิโกะ จำกัด เล่าว่า “ไทยกูลิโกะมีบริษัทแม่ คือ เอซากิ กูลิโกะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทอาหารระดับโลก ที่มีอายุ 103 ปี ก่อตั้งโดย ริอิจิ เอซากิ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารงานของเจนเนอเรชั่นที่ 3 แต่ยังยึดหลักปณิธานของผู้ก่อตั้ง ที่ต้องการผลิตขนมดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรกับคนทุกวัย

เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่โอซาก้า ซึ่งก่อกำเนิด “กูลิโกะแมน” ที่กลายเป็นจุดแลนด์มาร์กอันเลื่องชื่อของเมือง โดยมีที่มาจากผลิตภัณฑ์ตัวแรก คือ “Glico Nutritious Candy” หรือ ลูกอมคาราเมล ที่ตั้งใจจะสื่อว่าลูกอม 1 เม็ดให้พลังงานที่สามารถใช้ในการวิ่ง 300 เมตรผ่านป้ายโฆษณาผู้ชายวิ่งเข้าเส้นชัย“
ปัจจุบันดำเนินธุรกิจไปทั่วโลก มีขนมหวาน ไอศกรีม ผลิตภัณฑ์จากนม ส่วนผสมอาหาร และอาหารแปรรูป มีสินค้าเรือธง เป็น ขนมบิสกิต แบรนด์แรกชื่อ Bisco และแบรนด์ที่ 2 “ป๊อกกี้“ เปิดตัวในปี 2509 ยอดนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ย้อนไป 55 ปีก่อน เอซากิ กูลิโกะ ได้เลือกเข้ามาลงทุนธุรกิจประเทศไทย ซึ่งเป็นการขยายตลาดออกนอกญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกๆ
จนถึงขณะนี้ไทยถือเป็นฐานธุรกิจที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจทั่วโลก จะเห็นได้จากการเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่มีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) รวมถึงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเพื่อส่งออกที่สำคัญ จาก 2 โรงงานผลิต ที่ รังสิต และสวนอุตสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี
โรงงานผลิตบางกะดี ที่มาเยี่ยมชม ผลิตบิสกิต อย่าง ป๊อกกี้ เพรทซ์ พีจอย แอลฟี่ และโคลอน ประกอบด้วย 16 ไลน์ผลิต มีพนักงานกว่า 500 คน ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้กระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล และการทำงานที่เป็นแบบแผนญี่ปุ่น โดยได้ผ่านวิกฤตจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 จมมิดโรงงานมาแล้ว
ปัจจุบันเป็นโรงงานติดตั้งโซลาร์เซลล์ ปริมาณ 2.8 เมกะวัตต์พีก (MWp) ต่อวันด้วย สามารถดำเนินงานเต็มรูปแบบแล้ว เดินหน้าสู่เป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 50% ภายในปี 2030
สำหรับเบื้องหลังการผลิต เต็มไปด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบแป้งโด ไปถึงการผสมวัตถุดิบ การทำแผ่นเป็นเส้น จากนั้นขั้นตอนการอบ และสุดท้ายการแพ็กสินค้าลงบรรจุภัณฑ์

แม้ทุกขั้นตอนจะมีเครื่องจักรเป็นพระเอก แต่ยังต้องใช้คนเป็นผู้กำกับ ดูแลในทุกๆ กระบวนการ เพราะยังต้องใช้ทักษะความชำนาญ และทีมงานในกรณีที่เกิดปัญหา พร้อมแก้ไขในทันที เพื่อลดการสูญเสียให้น้อยที่สุด ในภาวะที่ต้นทุนปรับตัวในทุกทาง

นอกจากนี้แผนครบรอบ 55 ปีของไทยกูลิโกะ นายเฉลิมพงษ์ ได้กล่าวว่า จะชูกลยุทธ์ “5 New” เพื่อสร้างมิติใหม่ของประสบการณ์การบริโภค ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ และสู้ศึกตลาดบิสกิต 17,471 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1. New R&D เดินหน้าวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่โดยยืนบนพื้นฐานความต้องการของผู้บริโภคตอบโจทย์พฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัย ตามปณิธานใหม่ของบริษัทแม่ ขนมต้อง “อร่อย และสุขภาพดี”

2. New Innovation สร้างนวัตกรรมผ่านสินค้าและการทำการตลาด สร้างความแปลกใหม่และสีสันให้ตลาด ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่อีกราว 8-10 รายการในปีนี้ ที่ออกมาแล้ว และกำลังวางตลาด อย่าง กูลิโกะ โรส เป็นสินค้าลิมิเต็ด เพรทซ์ เขียวหวานไก่ และต้มข่าไก่ พร้อมเตรียมจัดกิจกรรมการตลาดใหญ่ และสินค้าใหม่รุ่นลิมิเต็ดในปลายปี

3. New Market ขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดใหม่ 4. New ESG Drive ขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) 5.พันธมิตรใหม่ และการคอแลป (Collaboration) ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์การบริโภคที่แตกต่าง

“โอกาสครบรอบ 55 ปี เราไม่ได้มองแค่ฐานลูกค้าเดิมที่เป็นกลุ่มครอบครัว กลุ่มคนทำงาน แต่เรามองไปถึงตลาดใหม่ๆ โดยจะปูพื้นตั้งแต่ กลุ่ม Gen Alpha รุกทำกิจกรรมดึง Gen Z และรักษาฐานลูกค้าเดิมที่เป็นกลุ่มครอบครัว อย่าง Gen Y Gen X และสูงวัย ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายด้วยยอดขาย 91,000 ล้านเยน เติบโตได้ 10% จากปีก่อน“นายเฉลิมพงษ์กล่าว