เอสซีจี ไตรมาส 1/2568 กำไร 1 พันล้านบาท เร่งปรับตัวลดต้นทุนการผลิต รับเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรง ชู 4 กลยุทธ์ สู้สงครามการค้าโลก
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี (SCG) กล่าวว่า ไตรมาส 1/2568 มีกำไรสำหรับงวด 1,099 ล้านบาท เนื่องจากทุกธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ตามมาตรการเสริมความเข้มแข็ง ทางการเงินที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เร่งยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ด้วยการลดต้นทุนการผลิตและการบริหารจัดการ
นอกจากนี้ ยังมีการขยายตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ซีเมนต์และการก่อสร้าง มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลก่อสร้าง และงบประมาณภาครัฐ ที่เบิกจ่ายต่อเนื่อง
ส่วนธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี) ปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุน และปรับพอร์ตสินค้า และเอสซีจีพี ที่ยังคงแข็งแกร่งรองรับอุปสงค์ของผู้บริโภคในประเทศกลุ่มอาเซียน เสริมพอร์ตสินค้าสำหรับผู้บริโภค ควบคู่กับการบริหารต้นทุน
ทั้งนี้ จากการบริหารจัดการกระแสเงินสด ต้นทุน และเงินทุนหมุนเวียนอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ไตรมาส 1/2568 เอสซีจี มีกระแสเงินสด (EBITDA) 12,889 ล้านบาท สะท้อนการปรับตัวฉับไว ของธุรกิจเพื่อคงศักยภาพการแข่งขันท่ามกลางความท้าทาย
อย่างไรก็ตาม ได้ประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากสงครามการค้าโลก ที่ส่งผลโดยตรงต่อเอสซีจี มีเล็กน้อย เนื่องจากในปี 2567 มีการส่งออกไปสหรัฐเพียง 1% จากยอดขายรวมของเอสซีจี
ส่วนผลกระทบทางอ้อม หากพ้นระยะที่สหรัฐ ประกาศชะลอการจัดเก็บภาษีนำเข้า 90 วัน กลุ่มประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ อาจถูกเก็บอัตราภาษีที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะประเทศไทย ที่อาจถูกเก็บอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ตามที่สหรัฐ ประกาศเมื่อ 2 เม.ย.2568
“หากนโยบายเรียกเก็บภาษีของสหรัฐเริ่มบังคับใช้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและโลก จะชะลอตัวรุนแรง การส่งออกระหว่างประเทศ รวมถึงการทะลักของสินค้าจากประเทศอื่นเข้ามาในประเทศไทย จะส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น”
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า สงครามการค้าได้สร้างแรงกดดันทั่วโลก แต่ยังมีโอกาสที่ซ่อนอยู่ เช่น แนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ลดลง ผู้ผลิตปิโตรเคมีในจีนประสบปัญหาการจัดหาวัตถุดิบจากสหรัฐ ตลอดจนบางตลาดยังมีกำลังซื้อสูงสำหรับสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High-Value Added Products – HVA Products) สินค้ากรีน (Green Products) และสินค้าคุณภาพ ราคาจับต้องได้ (Quality Affordable Products)
เอสซีจี จึงยกระดับการปรับตัวให้เข้มข้นรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ด้วย 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1.ลดต้นทุน แข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลก 2.ขยายพอร์ตสินค้าให้รองรับ ความต้องการตลาดทุกระดับ ทั้ง “สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง สินค้ากรีน และสินค้าคุณภาพ ราคาจับต้องได้”
3.บุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง และ 4.สร้างความได้เปรียบ โดยส่งออกจากฐานการผลิต ที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับมาตรการเสริม ความเข้มแข็งทางการเงิน ที่ทำต่อเนื่องอย่างได้ผล ทำให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจจะสามารถฝ่าความท้าทาย จากสงครามการค้าโลก ได้อย่างทันท่วงที