‘เศรษฐพุฒิ’เตือนจุดต่ำสุดเศรฐกิจไทยไตรมาส4 มั่นใจลดดอกเบี้ย2ครั้งเอาอยู่-ห่วงตลาดเงินผันผวน
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Meet the Pressวันนี้(9พ.ค.) ว่า ยอมรับว่า มาตรการภาษีสหรัฐ สร้างความไม่แน่นอนสูง และมีหลายปัจจัยที่ยังไม่ชัดเจน โดยในการแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ได้สะท้อนมุมมองว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง เปรียบเสมือนพายุที่กำลังจะเข้ามา โดยเชื่อว่าจะใช้เวลานาน และไม่จบเร็ว
ทั้งนี้ มองว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสจะเติบโตแบบ V ขากว้าง ขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง 2 ครั้งติดต่อกัน เชื่อว่าเพียงพอที่จะรองรับกับพายุที่กำลังจะเข้ามาเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากที่คาด หรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากระสุนทั้งนโยบายการเงินและการคลังมีจำกัด จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ ซึ่งมองว่า บางมาตรการอาจไม่เหมาะสม เช่น เน้นเรื่องการกระตุ้นการบริโภค ผลต่อการช่วยมีแค่นี้อาจไม่ตอบโจทย์
เพราะตอนนี้สิ่งที่กังวลคือ สินค้าที่กำลังจะทะลักเข้ามาในไทย แต่ถ้ากระตุ้นการบริโภค อาจกลายเป็นกระตุ้นสินค้าต่างประเทศแทนที่จะกระตุ้นในไทย ขณะเดียวกัน มีหลายเรื่องที่ควรทำ เช่น แก้ไขกฎระเบียบ อุปสรรคการลงทุน เป็นต้น
สำหรับมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต นั้น คงไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม โดยโครงการนี้จะต้องดูความคุ้มค่าและประสิทธิผลให้ดี และยิ่งเวลานี้ สถานการณ์นี้ที่เปลี่ยนไป ความท้าทายใหม่ที่เข้ามา และสินค้าที่จะทะลักเข้ามา เป็นอีกเหตุผลที่ควรทบทวน และขอบคุณรัฐบาลที่รับฟังว่า ความเหมาะสมของโครงการเป็นอย่างไร
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่ามองไปข้างหน้าขณะนี้พายุมาแน่ แต่ยังไม่ได้เห็นผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจน กรอบการค้าก็ยังไม่เห็น เพราะมีการนำเข้าเร็วขึ้น เพราะมองไปข้างหน้าเห็นว่าภาษีกำลังจะขึ้น แต่ก็มีบางอย่างเริ่มเห็น จากความไม่แน่นอนในเรื่องการลงทุน พบการชะงัก การรอการลงทุน
แต่ถามว่าท้ายที่สุด พายุที่เข้ามาจะโดนเราจริงแค่ไหน ผลคงยังไม่เห็นเร็ว เพราะมีในเรื่องของการเจรจาที่กำลังเกิดขึ้น ผลหนักจริงคงเกิดครึ่งหลังของปี หรือ ในช่วงไตรมาส 4/68 ซึ่งยอมรับว่า จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยคงไม่เร็วกว่าไตรมาส 4/68 อย่างแน่นอน และพายุรอบนี้จะใช้เวลานานและไม่จบเร็ว ขณะที่การปรับตัวต้องใช้เวลายาวนานเช่นกันโดยไม่ต่ำกว่าปีแน่นอน
สำหรับพายุ รอบนี้ มองว่า จะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีของสหรัฐ ทั้ง ไฟฟ้า อาหารแปรรูป เครื่องจักร ซึ่งจะได้รับผลกระทบหลัก และอีกสิ่งที่เป็นห่วงเยอะสินค้านำเข้าที่จะเข้ามาในไทย รวมถึง กลุ่มที่เชื่อมโยงกัน หรือ ซับพลายเชญ เช่นการส่งไปยังประเทศอื่นและส่งไปยังสหรัฐอีกทอดหนึ่ง
“ความไม่แน่นอนที่มีมันสูงมาก ครั้งนี้ผลระยะยาวมหาศาลแน่นอน แต่ถ้าเทียบกับช็อกอื่นๆ ไม่ได้เท่ากับวิกฤติอื่นๆที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโควิด หรือ ตอนปี 40 แต่ความลึกของช็อกตัวนี้ ไม่น่าจะหนักเท่ากับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้า และหลังพายุเสร็จ โลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไป หลังจากสถานการณ์ตรงนี้ การที่จะต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่อย่างหลังพายุมีความจำเป็นสูง ทั้งนี้ ไม่อยากให้ตกใจเกินไป เพราะมองว่า รอบนี้ ผลกระทบคงไม่ลึกเท่าวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ขณะเดียวกัน มองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้แบบ V ขากว้าง”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่ปรับตัว จะส่งผลให้เศรษฐกิจอาจโตได้ต่ำกว่าระดับที่เคยโตในอดีต แต่ทั้งนี้ หากใช้โอกาสนี้ในการปรับตัว จะทำให้มีเศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะเติบโตในระดับสูงกว่าอดีตได้ โดยสิ่งแรกคือ การขยายตลาดในสัดส่วนที่นอกเหนือจากสหรัฐ 2.ยกระดับประสิทธิภาพภาคบริการให้สูงขึ้น ให้มีมูลค่ามากขึ้น โดยการพึ่งพาแบบเดิมไม่ได้ จะทำให้เศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นได้ เนื่องจากไทยมีความแข็งแกร่งในภาคบริการเมื่อเทียบกับหลายประเทศอื่นๆ
ทั้งนี้ การดำเนินการในการบรรเทาผลกระทบผ่านมาตรการต่างๆ นั้น มองว่า มาตรการที่จะออกไม่ควรปูพรม เพราะผลกระทบที่มีจะแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับตรงไหน เช่น กลุ่มส่งออกไปสหรัฐ โดยกลุ่มส่งออกที่น่าจะได้รับผลกระทบ 5 กลุ่ม ก็จะมีความแตกต่างกัน
เช่น กลุ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนการส่งออก 71% บริษัทในกลุ่มนี้จะเป็นต่างชาติค่อนข้างเยอะ ส่งผลให้ผลกระทบอาจไม่เหมือนกับกลุ่มอื่น เพราะเป็นบริษัทข้ามชาติ และอาจทำให้เกิดการย้ายฐานได้ หากสุดท้ายการเจรจาแล้วภาษีของไทยยังสูงกว่าประเทศอื่น ดังนั้น มาตรการที่จะออกมาก็ควรจะแตกต่างกันออกไป
ขณะเดียวกัน กลุ่มอาหารแปรรูป มูลค่าเพิ่มต่อจีดีพี อยู่ที่ 0.7% สัดส่วนการผลิตส่งออก 76% แต่บริษัทส่วนใหญ่เป็นกลุ่มในประเทศสูง เป็นเอสเอ็มอีสูงกว่า 12,000 ราย ประกอบกับเชื่อมโยงกับเกษตรกร เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยระดับรากหญ้าสูง มีการจ้างงาน 300,000 คน โดยอุตสาหกรรมนี้จะแตกต่างจากกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะการปรับตัวยากโดยเฉพาะรายเล็ก การย้ายฐานการผลิตยาก ดังนั้น มาตรการที่จะช่วยก็จะต้องแตกต่างไป
ส่วนกลุ่มที่เป็นห่วงพิเศษ คือ กลุ่มที่จะโดนสินค้าทะลักเข้ามาในไทย เพราะกลุ่มนี้จะมีความหลากหลาย มีหลายอุตสาหกรรมเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น เครื่องนุ่มห่มและสิ่งทอ มีการจ้างงานถึง 400,000 คน เป็นต้น สำหรับมาตรการที่จะเป็นการบรรเทาผลกระทบจากการที่สินค้านำเข้าทะลักเข้ามา
เช่น มาตรการเชิงการค้า เช่น Anti-dumping หรือ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด รวมถึงการบังคับเกี่ยวกับมาตรฐานที่จะดูแลว่าสินค้าที่เข้ามาได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่หลายหมวดจะทะลักเข้ามาในไทย เพราะจะกระทบกับหลายเอสเอ็มอีในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
ด้านตลาดการเงิน ยอมรับว่า มีความผันผวนสูงมาก และธปท.ดูแลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการด้านการเงิน โดยมาตรการที่มีอยู่ ยังเป็นช่องทางที่ยังใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อเป็นธรรม การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ เป็นต้น
“ธปท.พร้อมที่จะออกมาตรการเพิ่มเติม โดยดูและพิจารณาถึงความเหมาะสม และยืนยันว่า การออกแบบมาตรการไม่ควรเป็นแบบปูพรม เพราะผลกระทบมีความแตกต่างกัน”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
ด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็ก ยอมรับว่า มีหลายมิติ ตอนนี้โจทย์ ไม่ใช่แค่การดึงคนจำนวนมากขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวก็มีทางเลือก แต่จะทำอย่างไรให้เกิดมูลค่า โดยปัจจุบัน โลกที่มีความไม่ชัดเจน ความไม่แน่นอนสูง ยิ่งสำคัญที่จะทำตัวให้เป็นตัวที่ถูกต้อง ขาวสะอาด ตามกฎตามเกณฑ์ตามระเบียบ
“ในรายงานล่าสุดมูดี้ ที่ปรับแนวโน้มจากเสถียรภาพ เป็นเชิงลบของไทย มีสิ่งที่พูดถึงเรื่องการทำอะไรที่ถูกต้องทำตามกฎ ความขาวสะอาด ดังนั้นชื่อเสียงมีความสำคัญมาก และหากเรื่องคาสิโน เลยทำให้ภาพของความเป็นเทาๆ ที่มากขึ้น เลยทำให้เป็นความเสี่ยง แต่ถ้าปรับเป็นศูนย์ Wellness ได้ประโยชน์ ผลข้างเคียงน้อยกว่าจะดี”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว