หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นบริโภค เม.ย.วูบ ต่ำสุดรอบ 7 เดือน พิษสงครามการค้า

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนเมษายน 2568 ว่า ความเชื่อมั่นภาพรวมปรับลดลงอยู่ที่ระดับ 48.3 จากระดับ 48.9 เทียบกับช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ดัชนีปัจจุบันอยู่ที่ 45.2 ลดลงจาก 45.6

ส่วนดัชนีในอนาคตอยู่ที่ 51.4 ลดลงจาก 52.3 ถือเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน โดยจากเดิมประเมินเศรษฐกิจไทยจะมีอุปสรรคด้านการส่งออกที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้เม็ดเงินต่อเศรษฐกิจหายไปประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งต้องมีผลบังคับใช้ทันที แต่ผลเริ่มต้นในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ความเสียหายจึงคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยย่อตัวลง 0.9-1% โดยหอการค้าจะมีการปรับคาดการณ์การเติบโตจีดีพีไทยปี 2568 อีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งคาดว่าจะอยู่ประมาณ 1.8-2.2% มีค่ากลางที่ 2%

 

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคมีบรรยากาศชัดมากว่า นักธุรกิจกังวลถึงสงครามการค้า โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นเขตอุตสาหกรรม อาทิ กรุงเทพ ปริมณฑล ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งมีจีดีพีรวมกัน 60% ของทั้งประเทศ โดยจุดเปราะบางคือ ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการหอการค้าไทยทั้งหมด อยู่ในแดนต่ำกว่า 50 ทุกภาค ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สะท้อนถึงกำลังซื้อผู้บริโภคที่ถอยลง แม้อุตสาหกรรมบางจังหวัดจะพอไปได้ รวมถึงการท่องเที่ยวในบางภูมิภาค อาทิ ภาคใต้ที่ยังอยู่ในโซนดูดี ภาคการท่องเที่ยวจึงน่าจะพอรับได้ แม้จีนจะหายไป

ภาคการท่องเที่ยว แม้เป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่หลายจังหวัดมองว่าไม่ได้มีความคึกคักอย่างที่คาดหวังไว้ มีแค่เมืองหลักเท่านั้นที่มีความคึกคักบ้าง ส่วนภาคการเกษตรแม้มีบางรายการที่ราคาปรับดีขึ้น แต่สถานการณ์ในปัจจุบันพืชเกษตรยังแย่อยู่ ด้านภาคอุตสาหกรรมยังได้อานิสงส์ในการส่งออกช่วงเดือนเมษายนอยู่ โดยคาดการณ์ช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบัน แต่ยังชะลอตัวลง เพราะมีมุมมองว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่แตกต่างกัน รวมถึงการลงทุนยังคงแย่อยู่ ปี 2568 ผู้ประกอบการมองว่าการลงทุนของภาคเอกชนอาจชะลอตัวลงต่อเนื่อง

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงดัชนีด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2568 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 56.7 เป็น 55.4 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 7 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นปัจจุบันที่ลดลงจาก 40.8 เป็น 39.8 และความเชื่อมั่นในอนาคตที่ลดลงจาก 64.4 มาอยู่ที่ระดับ 62.9

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ลดลงอยู่ที่ระดับ 49.3 จาก 50.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 53.0 ลดลง จาก 54.2 และความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 53.0 ลดลงจาก 64.4 โดยความเชื่อมั่นลดลง

เนื่องจากสงครามการค้าที่เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ ราคาพืชผลทางการเกษตรหลักๆ ได้แก่ ข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ที่เทียบราคาปี 2567 มีการย่อตัวลง เม็ดเงินที่จะสะพัดในตลาดสินค้าเกษตรมีลดลง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย ทั้งข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และศึกสีน้ำเงินและแดง สถานการณ์หมายเลขชั้น 14

“การเมืองเป็นสถานการณ์ที่เจือเข้ามาเป็นระยะๆ จนคนส่วนใหญ่มองการเมืองในปัจจุบันและอนาคตไม่โดดเด่น สะท้อนมุมมองทำให้คนไม่กล้าใช้จ่าย ดัชนีความเหมาะสมท่องเที่ยวซื้อรถ ซื้อบ้าน ทำธุรกิจเอสเอ็มอี อยู่ในระดับต่ำสุดตั้งแต่ 7 เดือน 25 เดือน และมี 26 เดือนด้วย แล้วแต่รายการที่จะทำ ผู้บริโภคจึงไม่ค่อยกล้าจับจ่ายใช้สอยโดยเฉพาะสินค้าคงทนถาวร ทั้งบ้าน รถ และการท่องเที่ยว สถานการณ์นี้เริ่มมีผลต่อระบบเศรษฐกิจที่คนจับจ่ายใช้สอบยน้อยลง รวมถึงผู้ประกอบการสะท้อนถึงยอดขายที่หายไปด้วย ส่งผลไปถึงดัชนีความสุขในการดำเนินชีวิตที่ปรับลดลงรอบ 26 เดือน” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เรายังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อย่างการแจกเงินให้กลุุ่มวัยรุ่น 16-20 ก็ถูกเลื่อนออกไปในเบื้องต้น ส่วนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องรอถึงครึ่งหลังของปี 2568 แต่รัฐบาลประกาศว่าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม มองว่ารัฐบาลจะหยิบเม็ดเงิน 2-5 แสนล้านบาทมากระตุ้นเศรษฐกิจครึ่่งปีหลัง

แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า รัฐบาลจะยังอยู่หรือไม่ หากสะดุดหยุดไปผ่านการยุบสภา จะทำให้งบประมาณแผ่นดินหยุดไป 3-6 เดือน จึงขึ้นอยู่กับว่าจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ อาทิ การยุบสภา หากมีการยุบสภาจะกังวลเรื่องงบประมาณไม่ผ่าน และการเจรจาการค้ากับสหรัฐจะเป็นรัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลจริง ซึ่งมีผลต่อการเจรจาการค้า การเมืองน่าจะหาทางออกที่ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยการเมืองถือเป็นปัจจัยเสี่ยงในช่วงถัดไป

“ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ 1.มาตรการกระตุ้นรัฐยังไม่ออก 2.การเมืองเสี่ยง 3.ราคาพืชเกษตร และ 4.เศรษฐกิจที่ซึมยังไม่ได้ถูกเยี่ยวยาเป็นพิเศษ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้งแล้ว จึงมองว่ากำลังซื้อจะนิ่งๆ แบบนี้ ความเชื่อมั่นเป็นทิศทางขาลงต่อเนื่อง จึงอยากให้รัฐบาลเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อดึงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวช่วงปลายปีมากขึ้น โดยสนับสนุนการไม่ใช้โครงการดิจิทัลวอลเล็ตแจกเงินหมื่น แต่ใช้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ตัวคูณหมุนมากขึ้น เกิดการจ้างงานในพื้นที่เพิ่มเติม” นายธนวรรธน์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน