ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าเพิ่มบริษัทจดทะเบียนทะลุ 1,500 บริษัท ผลักดันบริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจ New Economy เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น พร้อมหนุนโบรกเกอร์ควบรวมเหลือ 18 ราย จ่อคลอดแพลตฟอร์ม Bond Connect, Carbon Credit Ecosystem, พร้อมผลักดันมาตรการกระตุ้นการลงทุนรอบด้าน ทั้ง TISA, Jump+ รวมถึงการใช้ AI กำกับการซื้อขาย
วันที่ 19 พ.ค. 2568 นายกิตติพงศ์ อุรพิพัฒนพงศ์ ประธาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าตลท.เดินหน้าผลักดันแผนงานสำคัญยกระดับการกำกับดูแลและสร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการเร่งดึงกลุ่ม New Economy เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเน้นธุรกิจเทคโนโลยีทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมองว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยไม่มีเครื่องยนต์ใหม่ๆ
ขณะเดียวกันตลท.ยังมุ่งมั่นที่จะขยายขนาดตลาดทุนไทย โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนบจ. ให้ได้มากกว่า 1,000 – 1,500 บริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 800 บริษัท ซึ่งถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนธุรกิจที่เสียภาษีในประเทศไทยที่มีมากกว่า 100,000 ราย
อีกทั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ในปัจจุบันซึ่งมีจำนวน 39 ราย มองว่ามีมากเกินไป จึงต้องการสนับสนุนให้ควบรวมกิจการเหลือครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 18 ราย ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ขนาดเล็กที่ขาดทุนมา 1-2 ปี เพราะภาวะตลาดทุนไม่ดี ทำให้มูลค่าการซื้อขายหดหายไปมาก โดยอยากให้เน้นคุณภาพที่ดี อย่างงานวิเคราะห์ เพื่อไม่ต้องแย่งลูกค้ากัน
สำหรับแผนการยกระดับบริษัทใหม่ๆ ที่มีคุณภาพเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะมีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะเสนอสิทธิเพิ่มเติมให้กับต่างชาติเข้ามาลงทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยจะมีการวางกรอบให้ชัดเจนกันก่อน
“อย่างในมาเลเซีย ดึงบริษัทต่างชาติร่วมทุนและดึงภาครัฐเข้ามาร่วมทุนด้วย ขณะที่ของไทยอาจจะใช้เงินกองทุนต่างๆ หรืองบของรัฐวิสาหกิจ โดยอาจให้สิทธิด้านภาษีเป็นแรงจูงใจ”
ขณะที่บริษัทในไทย เบื้องต้นในมีการพูดคุยกับ บจ.ขนาดใหญ่สามารถนำบริษัทลูกแยกออกมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Spin Off) เช่น บมจ.ปตท. (PTT) ที่มีธุรกิจยา หรือ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ที่มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีผ่านบริษัทลูก สามารถผลักดันเข้าตลาดหุ้นได้ หรือบริษัทไทยที่ร่วมทุน กับสตาร์อัพในต่างประเทศก็ได้
“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ได้หารือในภาพรวม โดยเข้าใจว่าช่วงต้นของธุรกิจเหล่านี้อาจจะยังประสบผลขาดทุนอยู่ แต่ก็อาจจะปรับปรุงให้เข้าเกณฑ์ได้เช่นเพิ่มทุน หรือวิธีการอื่น และมีแผนจะแยกกระดานซื้อขายสำหรับบริษัทในกลุ่มนี้” ประธานตลท.กล่าาว
สำหรับโครงการการออมและการลงทุนระยะยาวผ่านโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคลในประเทศไทย (TISA) ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำผลการศึกษาให้ประชาชนสามารถซื้อหุ้นเก็บได้ และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งการศึกษามีทั้งข้อเสนอให้ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยรับ 15% และอาจใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 1 แสนบาท อีกทั้งเมื่อครบกำหนดถึงวัยเกษียณก็ขายได้โดยไม่ต้องเสียภาษี
หากมีเงินปันผลอาจยกเว้นภาษี 10% หรืออาจเสียครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำเสนอให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมกับนักลงทุนไทย หากได้ข้อสรุปก็จะนำเสนอต่อกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
“งานเร่งด่วน เรื่องแรก อยากได้บริษัทใหม่เข้ามาจดทะเบียนเร็วที่สุด ถัดมาคือ ต้องการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับบจ.ที่อยู่ในปัจจุบัน ให้สะท้อนความเป็นจริงของตลาดทุน ด้วย Jump Plus จะได้รู้มูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนจะได้เลือกลงทุนได้ถูกต้อง เรื่องสุดท้ายคือ ต้องทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ซื้อขายหุ้นได้อย่างเป็นธรรม 3 เรื่องใหญ่ถ้าทำได้ บริษัทดีคนก็มาซื้อขายหุ้นเอง”ประธาน ตลท.กล่าว
สำหรับการผลักดันกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกอบไปด้วยโครงการ Jump+ สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มมูลค่าได้เร็วขึ้น ผ่านงบสนับสนุนและมาตรการภาษีต่าง ๆ คาดว่าจะเริ่มในเดือนมิ.ย.นี้ โครงการ Bond Connect Platform เพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนบุคคลเข้าถึงการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกและตลาดรองได้ง่ายขึ้น และโครงการ Carbon Credit Ecosystem ที่จะจำกัดปริมาณแก็สคาร์บอน ที่บริษัทสามารถปล่อยได้ ส่งเสริมธุรกิจเพื่อความยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว
ขณะที่ ปัจจุบันนี้ยังมีผลักดันการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐิ์ (AI) ในการกำกับการซื้อขาย และการใช้วิจัย โดยอาจจะมีการจ้างบริษัทนอกประเทศให้เข้ามาดูแลเรื่องระบบในราคาที่เหมาะสม ในส่วนนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาขอบเขตความเป็นไปได้ของการใช้ AI อยู่ ซึ่งอาจจะให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาบริษัทหลักทรัพย์ที่มากเกินไปในประเทศด้วย
นอกจากนี้ ต้องการผลักดันการแก้ไขกฎหมาย เพื่อวางรากฐานการพัฒนาตลาด โดยจะประสานความร่วมมือหลายหน่วยงานในตลาดทุน และกระบวนการยุติธรรม เพื่อสามารถแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนแบบองค์รวม หรือ Omnibus Law ซึ่งจะมีทั้งการจัดโครงสร้างบริษัทที่เป็นหุ้นสองระดับ (Dual-class share) เพื่อดึงบริษัทขนาดใหญ่ และธุรกิจครอบครัวที่กังวลการสูญเสียอำนาจควบคุมการบริหารเข้ามาจดทะเบียน โดยจะกำหนดหุ้นที่มีอำนาจโหวตเรื่องสำคัญแยกออกจากหุ้นที่ถือเป็นเพื่อรับเงินปันผล และเรื่องของกฎหมายการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ที่จะลดข้อจำกัดบางส่วนและมีผลบังคับใช้ภายในเดือนนี้
ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการปลดล็อกเรื่องซื้อหุ้นคืน ที่จากเดิมหากบริษัทใดซื้อหุ้นคืนต้อง 6 เดือน ก่อนที่จะทำการซื้อหุ้นคืนได้ แต่เงื่อนไขใหม่สามารถทำโครงการซื้อหุ้นคืนต่อได้เลย และอีกส่วนจากเดิมที่ต้องขายหุ้นที่ซื้อคืนภายใน 3 ปี ซึ่งมองว่าภาวะตลาดไม่เอื้อก็จะให้สามารถขยายเวลาได้ 1+1ปี หรือเป็น 5 ปีได้ ทั้งนี้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมามีจำนวนบจ. 37 บริษัท มูลค่ารวม 6 พันล้านบาทแล้ว เท่ากับโครงการซื้อหุ้นคืนทั้งปี 2567