พิชัยเผย นอมินี ฟาดเศรษฐกิจไทยพัง1.5หมื่นล้าน -ลุยจับกุมสินค้าเถื่อนออนไลน์เกือ4หมื่นคดี มูลค่าความเสียหายกว่า 2พันล้าน
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ครั้งที่ 5 วันนี้(21พ.ค.)ว่าในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะกรรมการฯ ได้ดำเนินคดีกับสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานและผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 39,186 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2,074 ล้านบาท
และสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้าที่ต่ำกว่า 1,500 บาทได้ถึง 1,796 ล้านบาท รวมทั้งได้ ดำเนินมาตรการ Notice and Takedown ถอดสินค้าผิดกฎหมายจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วกว่า 10,378 รายการ
ส่วนการปราบปรามธุรกิจนอมินีมี ได้มีการดำเนินคดีกับนิติบุคคล ซึ่งอยู่ 7ประเภทธุรกิจเสี่ยง คือ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจขนส่งทางบก ธุรกิจโกดัง/คลังสินค้า ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจซื้อขายที่ดินเพื่อการเกษตร และธุรกิจอื่นๆ จำนวนรวม 857 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจรวม15,288 ล้านบาท
“ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างมาก และได้กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ทำงานเชิงรุก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก มีความเสี่ยงสูงที่สินค้าผิดกฎหมายและไม่มีคุณภาพจะทะลักเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งกระทบต่อ SME ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายพิชัย กล่าว
นอกจากนี้ที่ประชุมยังมติเห็นชอบการแต่งตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพลตำรวจโท พิทยา ศิริรักษ์ เป็นที่ปรึกษาเพิ่มเติมใน 2 คณะอนุกรรมการ ได้แก่ คณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (Nominee) และคณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทย และแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์เปิดเผยว่าจากข้อมูลพบว่ามีบริษัทกลุ่มเสี่ยงกว่า 46,918 ราย โดยจะจัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดขึ้นในทุกจังหวัด ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นประธาน และมีพาณิชย์จังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มงวด
ทั้งที่มาของเงินทุน ความสามารถในการประกอบธุรกิจ และความเชื่อมโยงกับชาวต่างชาติ และสำหรับบริษัทใหม่ที่จดทะเบียนในอนาคต จะมีการเสนอปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษต่อธุรกิจนอมินีถึงขั้นยึดทรัพย์ และจะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อผลักดันเข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว
“ได้กำชับให้แต่ละจังหวัดทำงานเชิงรุก โดยให้แต่ละจังหวัดดำเนินการตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน และในจังหวัดที่มีบริษัทที่อยู่ในข่ายเป็นจำนวนมากอาจจะใช้เวลาในการตรวจสอบมากกว่าจะต้องรายงานผลความคืบหน้าทุกๆ 3 เดือน”