ปตท. ตั้งวอร์รูม กางกลยุทธ์ 5 ด้าน รับมือแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ตั้งเป้าหมาย EBITDA เพิ่ม 20,000 ล้านบาท ดันกำไรเพิ่มกว่า 8,000 ล้านบาท

วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสัญญาณสถานการณ์พลังงานที่มีความผันผวน และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอย

ไม่ว่าจะเป็นนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐ ปริมาณการผลิตน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก และความต้องการใช้พลังงานที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

กลุ่ม ปตท. จึงได้ดำเนินเชิงรุกจัดตั้งวอร์รูม เตรียมแผนรับมือเศรษฐกิจถดถอยครอบคลุมการดำเนินงานใน 5 ด้าน ได้แก่

1.ทบทวนกลยุทธ์เดิมพร้อมพิจารณาความท้าทายใหม่ที่จะเข้ามากระทบ พบว่ากลยุทธ์กลุ่ม ปตท. มาถูกทาง เหมาะสม สามารถรับมือกับปัจจัยภายนอกและความท้าทายจากเรื่องสงครามการค้าได้ เพียงแต่บางเรื่องต้องเร่งให้เร็วขึ้น เช่น การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท.

2.รักษาวินัยการเงิน บริหารต้นทุนการเงิน เสริมสภาพคล่องกระแสเงินสด รักษาระดับเครดิต เรตติ้ง 3.ดูแลคู่ค้า ลูกค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องตลอดซัพพลายเชน พร้อมเร่งดำเนินโครงการสร้างมูลค่าเพิ่ม

4.ทบทวนความเป็นไปได้ของโครงการและการลงทุน โดยต้องพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของธุรกิจเรือธง 5.สื่อสารและสร้างความเข้าใจการดำเนินธุรกิจแก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง

โดย ปตท.ปรับพอร์ตธุรกิจที่ไม่ใช่ไฮโดรคาร์บอน (Non-Hydrocarbon) โดยประเมินธุรกิจใน 2 มุม คือ 1.ธุรกิจต้องมีความน่าสนใจ และ 2.เดินหน้าธุรกิจมีความถนัดหรือมีจุดแข็ง สามารถเข้าไปต่อยอดในธุรกิจนั้นๆ ได้ และมีพันธมิตรที่แข็งแรง หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง

“ปี 2568 ยังคงเป้าหมายกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อแสวงหาโอกาสเพิ่มกำไรกว่า 8,000 ล้านบาท และให้ความสำคัญกับการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งประเมินกระแสเงินสดจากการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนกว่า 15,000 ล้านบาท”

สำหรับแนวทางการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ไฮโดรคาร์บอน มีดังนี้ 1.ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Value Chain) ปตท.จะเน้นไปที่ธุรกิจบรรจุกระแสไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Horizon Plus และธุรกิจที่มีความเสี่ยง

2.ธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่ง ปตท. ออกจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของ ปตท. เน้นเฉพาะที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก และสามารถสร้างการทำงานร่วมกันภายในกลุ่มได้

3.ธุรกิจวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science) ปรับพอร์ตมุ่งเน้นเฉพาะเภสัชกรรมและโภชนาการ มีแผนการเติบโตที่ชัดเจนร่วมกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ และสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทางการเงิน ทำให้สามารถรักษาเงินลงทุนไว้ได้ แทนที่จะนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงและไม่สร้างผลกำไร

นอกจากนี้ ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ P1 และ D1 จำนวน 3,000 ล้านบาท/ปี ภายในปี 2571 โครงการ MissionX ยกระดับความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน สร้างมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท/ปี ภายในปี 2570 มีแผนงานชัดเจนและเป้าหมายเป็นรูปธรรมซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว

โครงการ Axis นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ สร้างมูลค่าได้อีก 11,000 ล้านบาท/ปี ภายในปี 2572 รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งด้วยการรักษาวินัยทางการเงินและการลงทุนอย่างเคร่งครัด บริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ

นายคงกระพัน กล่าวว่า สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นธุรกิจหลักไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งอาทิตย์ เป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน

ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการสินภูฮ่อม แหล่งปิโตรเลียมบนบกที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ช่วยให้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยเพิ่มขึ้น ขยายการเติบโตของธุรกิจปัจจุบันในต่างประเทศ โดยเข้าถือหุ้น 10% ใน Ghasha หนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ส่วนบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC มีการขยายพอร์ตธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดียและไต้หวัน สอดรับกับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เติบโต

ในส่วนของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดประโยชน์สูงสุด มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแอลเอ็นจีในภูมิภาค โดยใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมนำเข้าแอลเอ็นจีรวมปริมาณ 11 ล้านตันต่อปี ครอบคลุมทั้งสัญญาระยะยาวและสัญญาซื้อขายแบบ Spot LNG Hub ของภูมิภาค

ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ต้องเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบปิโตรเคมีในระยะยาว โดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จะนำเข้าอีเทนจากสหรัฐ ปริมาณ 400,000 ตันต่อปี

โดย ปตท.มีแผนนำเข้าแอลเอ็นจีและอีเทนหลายพันล้านบาทในช่วง 15 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 ข้อเสนอการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐ คาดว่าในปีนี้จะสามารถสรุปได้ว่ามีการเจรจากับกลุ่มไหน ความก้าวหน้าเป็นอย่างไร

“บริษัทมองว่าธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังเป็นธุรกิจเรือธงและยังต้องถือหุ้นใหญ่อยู่ ส่วนผู้ที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาจะต้องมีความแข็งแรงในหลายๆ เรื่อง ขณะที่บริษัท อินโนบิก(เอเชีย) จำกัด ปัจจุบันก็มีการเจรจากันอยู่ และมีความก้าวหน้าเช่นกัน”

สำหรับความร่วมมือจากการเจรจาของรัฐบาลไทยกับสหรัฐ ที่จะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีรวมกันประมาณ 1 ล้านตัน/ปี และเป็นสัญญายาว 15 ปี มูลค่ากว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น ที่ผ่านมา ปตท. ได้ดำเนินการเจรจาในรายละเอียดของโครงการและพิจารณาความเหมาะสมในเชิงธุรกิจสำหรับการผลักดันความร่วมมือในโครงการ Alaska LNG ร่วมกับฝ่ายสหรัฐ

เนื่องจากมองว่าน่าสนใจในแง่พื้นที่มากกว่าแหล่งอื่นในสหรัฐ รวมทั้งยังมีความยืดหยุ่นในสัญญาการซื้อขาย ว่าไม่จำกัดพื้นที่ขนส่งสามารถนำไปขายได้ที่อื่นด้วย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเติมอื่นๆ เป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนและผลิตก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทย

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าทุกบริษัทลูก หากมีสินทรัพย์อะไรที่ต้องแปลงเป็นทุนได้ก็ต้องช่วยกันดู อันไหนดีควรขายก็ขาย หรือหาคนมาช่วยดูแล โดยพันธมิตรยังมีรูปแบบไม่ชัดเจน รวมทั้งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะต้องเพิ่มทุนหรือไม่ ทั้งไทยออยล์ ไออาร์พีซี และ GC

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน