แอร์บัส ย้ำลงทุนระยะยาวในไทย ล่าสุดขยายสำนักงานใหม่กลางกรุงเทพฯ พื้นที่ใหญ่ขึ้น 30% รองรับทีมงานครบทุกสายธุรกิจ พร้อมหนุนไทยเป็นฐานผลิต SAF คาด 20 ปีจากนี้ อาเชียแปซิฟิก ต้องการเครื่องบินเพิ่ม 2 หมื่นลำ ชี้ไทยโดดเด่นสุด

วันที่ 23 พ.ค. 2568 นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัสประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เปิดเผยว่าแอร์บัสให้ความสำคัญในการขยายการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย โดยล่าสุดได้เปิดสำนักงานในประเทศไทยแห่ง ใหม่ในกรุงเทพมหานคร พื้นที่รวม 1,200 ตร.ม. โดยพื้นที่สำนักงานขยายมากขึ้นกว่าเดิมถึง 30% จำนวนพนักงานรวมแล้ว 200 คน ทั้งฝ่ายอากาศยานพาณิชย์ เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินป้องกันประเทศและอวกาศ ไว้ภายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเสริมสร้างการทำงานร่วมกันและมอบการสนับสนุนแก่ผู้ให้บริการแอร์บัสในประเทศไทยได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดีคาดการณ์ว่าในระยะ 20 ปีจากนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีความต้องการเครื่องบินใหม่จำนวน 20,000 ลำ ซึ่งคิดเป็น 50% ของความต้องการเครื่องบินใหม่ทั่วโลก โดยที่ไทยจะเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความต้องการเครื่องบินใหม่ในจำนวนมากที่สุด ในขณะที่แอร์บัสมีแผนส่งมอบเครื่องบินทั่วโลกในปีนี้ประมาณ 820 ลำ

ดังนั้นการขยายสำนักงานของแอร์บัสในครั้งนี้ สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศของประเทศไทย และเน้นย้ำถึงศักยภาพของแอร์บัสในการให้การสนับสนุนอย่างครอบคลุมในทุกด้านของธุรกิจแอร์บัส

โดยสำนักงานแห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการด้านปฏิบัติการบินของแอร์บัส ในฐานะเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติการบินที่ไม่เพียงให้บริการเฉพาะสายการบินในประเทศไทย แต่จะสนับสนุนแก่สายการบินทั่วโลก

“ภายในสำนักงานแห่งนี้ ยังมีบุคคลากรด้านเทคนิคที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถจาก 17 ประเทศ ซึ่งร่วมกันให้การสนับสนุนลูกค้าสายการบินทั่วโลก” นายอนันท์ กล่าว

รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของนาฟบลู (NAVBLUE) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางดิจิทัลของแอร์บัสในด้านปฏิบัติการบิน ภายในสำนักงานประกอบด้วยห้องจำลองการทำงาน สำหรับทดสอบและตรวจสอบโซลูชันซอฟต์แวร์ก่อนทำการส่งมอบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันแอร์บัสมีเครื่องบินบริการให้กับสายการการบินไทย รวมยังมีบางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย และไทยเวียตเจ็ท เป็นเครื่องบิน เอ350 (A350) ซึ่งเป็นเครื่องบินวิสัยไกล ที่ให้บริการในภูมิภาคเอเชียและเส้นทางระยะไกลด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปลายปีนี้ แอร์บัสเตรียมส่งมอบ A321 neo ลำใหม่ของการบินไทย ที่มาพร้อมกับชั้นธุรกิจรูปแบบที่นั่งใหม่ที่สะดวกสบายมากขึ้น

นอกจากนี้ แอร์บัสยังมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอากาศยานป้องกันประเทศและอวกาศ ของประเทศไทย โดยแอร์บัสเฮลิคอปเตอร์ถูกนำมาใช้งานในภารกิจทางทหาร พลเรือน และการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน กองทัพอากาศไทยได้นำเฮลิคอปเตอร์ เอช225เอ็ม (H225M)มาใช้ในภารกิจค้นหา ช่วยชีวิต และการลำเลียงต่าง ๆ

ขณะที่กองทัพเรือไทยใช้ เอช145เอ็ม (H145M) เพื่อรองรับภารกิจปฏิบัติการต่าง ๆ ส่วนกองทัพบกไทยยังได้ประโยชน์จากเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี ซี295 (C295) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขนส่งสัมภาระ การลำเลียงกำลังพล และการฝึกกระโดดร่มในด้านอวกาศ ความร่วมมือระหว่างแอร์บัสและประเทศไทยได้นำไปสู่การส่งดาวเทียมธีออส-2 (THEOS-2) ขึ้นสู่วงโคจรในปี 2566 ซึ่งช่วยเสริมขีดความสามารถในการจัดการข้อมูลภูมิสารสนเทศของประเทศ

โดย THEOS-2 ได้ยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการบริหารจัดการหลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่งเห็นได้จากการนำดาวเทียมมาใช้ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ดี แอร์บัส เป็นหุ้นส่วนอุตสาหกรรมการบินของไทย ที่ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย โดยมีการจ้างงานมากกว่า 130,000 คน และได้สร้างมูลค่ากว่า 7% ของ GDP ในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยมากกว่า 80% ของนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังประเทศโดยทางอากาศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้มีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย

นายอานันท์ สแตนลีย์ ยังได้เน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นของแอร์บัสในศักยภาพของประเทศไทย ในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เนื่องจากไทยมีทรัพยากรทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นกากน้ำตาล ฟ่างข้าว หรือซังข้าวโพด ทำให้มีศักยภาพในการผลิต SAF ได้มากกว่า 5 ล้านต้นต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้เชื้อเพลิงเครื่องบินทั้งหมดของประเทศในปี 2562

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน