บอร์ดประกันสังคมถกรับเงินรัฐใช้หนี้คืน 1 หมื่นล้าน จากรัฐบาล หลังค้างจ่ายกว่า 5 หมื่นล้าน นำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 พ.ค.2568 ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จ.นนทบุรี นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ชุดที่ 14 ครั้งที่ 11/2568 โดยหนึ่งในวาระสำคัญคือ เพื่อพิจารณากรณีที่รัฐบาลจะคืนเงิน 1 หมื่นล้านบาท ที่ติดค้างชำระ สปส. ไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี บอร์ดประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน เปิดเผยหลังการประชุมว่า วาระใหญ่ที่สำคัญ คือ มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกองทุนประกันสังคม โดยจากมติที่ประชุมได้รับทราบว่าเงิน 10,000 ล้านบาทที่รัฐบาลคืนให้นี้ เป็นการใช้หนี้ประกันสังคม จากที่ติดค้างอีกกว่า 50,000 ล้านบาท

” ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการใช้เงินสมทบรายปีที่รัฐบาลต้องให้ประกันสังคมอยู่แล้ว แต่เป็นเงินในการใช้หนี้ โดยจะนำมาใช้อุดหนุนโครงการของประกันสังคม นั่นคือ โครงการสินเชื่อในเรื่องการรักษางาน โดยเราจะพยายามผลักดันว่า หน่วยงานอื่นรัฐบาลก็ให้เงิน แต่ของประกันสังคมรัฐบาลให้ผ่านการใช้หนี้ ซึ่งถือว่าเป็นคนละเงื่อนไขกัน”

นายษัษฐรัมย์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พยายามยืนยันมาโดยตลอด คือ โครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเป็นสิ่งที่สปส. ได้มีโครงการที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อรักษางานของผู้ประกันตนไว้ แต่ก็มีข้อสังเกตว่าในส่วนนี้เป็นส่วนที่ให้แก่นายจ้างเป็นหลัก แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกันตนเราพยายามเสนอให้มีสินเชื่อที่สามารถส่งตรงสู่ตัวผู้ประกันตนได้ เช่น การวางเงื่อนไขการประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup) และการเพิ่มทักษะในช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงต่อการเสียรายได้จาการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรงงานอิสระ มาตรา 40

“ทีมประกันสังคมก้าวหน้าไม่ได้คัดค้านทุกนโยบายของรัฐบาลและสปส. ส่วนใดที่จะพัฒนาได้เราก็จะทำร่วมกัน แต่ก็ได้ตั้งข้อสังเกตหลายอย่าง ว่า วาระสปส. ที่สำคัญต่อผู้ประกันตนไม่มีความคืบหน้า แต่วาระกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีการดำเนินงานที่รวดเร็วและมีการประชุมวาระพิเศษเพิ่มเข้ามา จึงพยายามเสนอให้มีวาระต่างๆให้มีธรรมาภิบาลและรอบคอบ”

นายษัษฐรัมย์ กล่าวอีกว่า ทุกปีสปส. จะขอคืนเงินทั้งหมดจากภาครัฐ ซึ่งช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามคืนเงิน แต่ในทางปฏิบัติ ตนคิดว่าหากรัฐบาลสามารถคืนเงินได้ทั้งหมด ก็จะทำให้สปส. สามารถวางแผนเรื่องการจัดการสิทธิประโยชน์ได้ดีขึ้น ซึ่งเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องคืนเงิน 10,000 ล้านบาท เป็นสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว แต่เป็นการคืนหนี้ ที่พ่วงกับโครงการโปรเจ็คต่างๆ อย่างไรก็ตาม โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษางานเป็นสิ่งที่จำเป็นในช่วงเวลานี้

” แต่เราอยากมองภาพใหญ่ที่ภาครัฐต้องคืนเงินอีกเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์อีกกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูง มองอีกมุมหนึ่งการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรที่ผ่านมาเป็น 1,000 บาทใช้งบประมาณเพียงหลัก 3,000 ล้านบาท เงินบำนาญสูตร care ใช้งบประมาณตลอดระยะเวลา 27 ปี ราว 5,000 ล้านบาท ดังนั้น เงินกว่า 40,000 ล้านบาทมีค่า และมีความหมายสำคัญต่อการพัฒนาสิทธิประโยชน์อย่างมาก ”

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะต้องคืนเงินในรูปแบบใดได้บ้าง แต่ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจทุกรอบ นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า การออกแบบตัวสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมต้องยึดโยงกับผู้ประกันตนเป็นหลัก เงินที่เข้ามา 100% ประมาณ 70-80% จะนำมาเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ ส่วนที่เหลือคือการลงทุนเพื่อดอกผล ส่วนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจเฉพาะราว 3.5% เท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่สำคัญของสปส. ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มีหน้าที่สำคัญในการวางเงื่อนไขเรื่องการออกแบบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตน

“ จริงๆแล้วรัฐบาลมีเงิน แต่สปส. อยู่ภายใต้กระทรวงแรงงานซึ่งมีผู้มีอำนาจเหนือกว่าเลขาธิการ สปส. อยู่มาก ก็คงยากที่จะไปทวงเงินจากรัฐบาล แต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมในการคืนเงินกว่า 40,000 ล้านบาท เป็นเงินที่ไม่ได้เยอะสำหรับรัฐบาล หากรัฐบาลจะวางเงื่อนไขในการคืน และให้สปส. ออกแบบก็สามารถทำได้ แต่ขณะนี้เป็นวาะที่เร่งด่วนหมด“ นายษัษฐรัมย์ กล่าว

นายษัษฐรัมย์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ตามมติในที่ประชุมวันนี้ มีพิจารณาการรับเงินใช้คืนของรัฐบาลในช่วงกลางปีนี้จำนวน 10,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันเงินส่วนนี้จะนำมาใช้เติมโครงการของเราที่เราได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว หากได้รับเงินส่วนนี้ก็จะเหลือที่ติดค้างอีกกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งโดยปกติรัฐบาลจะใช้เงินคืนจำนวน 8,000-10,000 ล้านบาทต่อปี โดยจะต้องใช้เวลาราว 5-6 ปี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน