“พิชัย” หารือกองทุนปรับเกณฑ์เปิดทางลงทุนหุ้นไทย-เตรียมถกธปท.ออก G-token
26 พ.ค. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถา “เสน่ห์ตลาดทุนไทย ผลักดันเศรษฐกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้าน และยังเป็นการขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพของประเทศด้วย
ขณะที่ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังจะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง
ทั้งนี้จากคาดการณ์เติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2568 โดย โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อยู่ที่ 1.8% แต่จากความขัดแย้งทางการค้าโลกที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทย ทำให้จีดีพีไทยสะดุด หลายหน่วยงานก็คาดการณ์ว่าจะกระทบจีดีพีที่ 1% ดังนั้นเศรษฐกิจไทยก็อาจจะตกลงมาอยู่ที่ 1.2% ก็เป็นไปได้
ประกอบกับการลงทุนของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการลงทุนของภาคเอกชน แต่อย่างไรก็ดีนักลงทุนส่งสัญญาณที่จะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
ดังนั้นรัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาเรื่องความสะดวกของนักลงทุน เช่น เรื่องที่ดินเพื่อให้นักลงทุนเข้ามาเช่าได้ 99 ปี โดยเป็นการใช้ที่ดินของรัฐ หากเอกชนอยากทำก็ต้องโอนมาให้เป็นที่ราชพัสดุก่อน ซึ่งขณะนี้กำลังให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยกันพิจารณาการแก้กฎหมาย เพื่อสู่ขั้นตอนการเสนอครม. และไปสู่สภาฯ ต่อไป
นายพิชัย กล่าวด้วยว่าปัญหาของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ คือ การเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีเนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 14% ลดลงจากก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 16% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปทำให้การจัดเก็บรายได้ภาษีไม่ครอบคลุม ดังนั้นต้องมาดูเรื่องการปฏิรูปภาษี เพราะบางตัวอาจจะเก็บมากไป หรือ น้อยไป
ส่วนวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นใช้จ่ายจะต้องชะลอออกไปก่อน โดยจะนำงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท มาใช้ในโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันมีโครงการเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างกลั่นกรอง
เนื่องจากตามข้อมูลของสภาพัฒน์ พบว่าปัจจุบันมีโครงการต่างๆ ค่อนข้างมาก และมียอดวงเงินรวมถึง 4 ล้านล้านบาท ซึ่งกำลังกลั่นกรองโครงการว่าในช่วง 3-4 ปีต่อจากนี้ จะทำอะไรได้บ้าง
นายพิชัย กล่าวด้วยว่าอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือการทำให้ตลาดทุนมีความเข้มแข็ง โดยดัชนีหุ้นไทยที่ปรับลดลงในขณะนี้ แต่เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านแล้ว ถือว่าลดลงน้อยกว่า ซึ่งหมายความว่ายังยืนอยู่ได้ถ้าเหตุการณ์ไม่เลวร้ายไปกว่านี้
โดยที่ผ่านได้หารือกับกองทุนขนาดใหญ่ที่ไปลงทุนต่างประเทศให้หันมาลงทุนในประเทศ เพราะมองว่าดัชนีที่อยู่ในระดับ 1,100-1,200 จุด เป็นระดับที่น่าลงทุน
โดยจะปรับเกณฑ์ให้เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายที่สำคัญ เช่น พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุนระยะยาว รองรับทิศทางโลก เช่น เรื่อง Green หรือ ESG และปรับปรุงกฎหมายที่สร้างความเชื่อมั่น เช่น การลงโทษเอาผิดกับ Naked short Selling
“เมื่อก่อน กองทุนขนาดใหญ่ลงทุนในไทย แต่ระยะหลังไปลงต่างประเทศ ซึ่งช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นต่างประเทศก็มีปัญหา ผลตอบแทนก็ไม่ได้อย่างที่คิด ขณะที่หุ้นไทยก็ปรับลงมาเช่นกัน”
นายพิชัยกล่าวและว่า หุ้นไทยยังมีเสน่ห์ มีเสถียรภาพในหลายอุตสาหกรรม และยังเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตราบใดที่เข้าใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และไทยเป็นหลุมหลบภัยที่ดี
แต่ตอนนี้นักลงทุนส่วนใหญ่หยุดดูว่าไทยจะทำอะไรต่อไป ซึ่งได้หารือกับกองทุนในเรื่องนโยบายการลงทุนและอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบและกติกา ทบทวนให้กองทุนและประกันขนาดใหญ่ ให้มาลงทุนในหุ้นได้ เพราะส่วนใหญ่มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
พร้อมกันนี้รัฐบาลยังได้เตรียมออก G-token สร้างทางเลือกใหม่ให้กับนักลงทุน โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะมีการประชุม เพื่อเดินหน้าต่อไปโดยได้ขอความร่วมมือ Binance และ Bitkub เป็นศูนย์ซื้อขาย
อีกทั้งยังมีแนวคิดในการใช้คริปโทเคอเรนซีเพื่อซื้อสินค้าและบริการได้ โดยหลักการคือิ เมื่อผู้ซื้อใช้บัตรเครดิตจะสามารถเลือกว่าซื้อด้วยคริปโทฯ จากนั้นจะมีการแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทก่อนจะถึงมือผู้ขาย ซึ่งสามารถทำได้เลย แค่มีระบบมารองรับ
แต่อย่างไรก็ตามจะต้องทำความเข้าใจกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อน เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศทำได้แล้วผ่านการใช้บัตรเครดิต แต่ของไทยยังไม่อนุญาตให้ทำ