ธปท. หนุน แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน เตือนเอกชนระวังศึกภาษีสหรัฐฯ สะเทือนตลาดเงิน เผชิญความผันผวนสูง
วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึง แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาทของรัฐบาล ว่า ทาง ธปท. ไม่ได้มีการขัดข้องและค่อนข้างเห็นด้วยกับแผนทบทวนการใช้งบประมาณของรัฐบาล
เนื่องจากช่วงเวลานี้ ตามที่รัฐบาลได้มีการนำเสนอไปว่าต้องเน้นเรื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อที่จะเพิ่มผลิตผลของภาคการผลิตและรักษาระดับการจ้างงาน และต้องเน้นไปในส่วนที่ต้องบรรเทาความเดือดร้อนของกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง
ซึ่งถ้าไม่ช่วยตรงนี้ผลกระทบก็จะกระจายไปในหลายภาคส่วน เช่น กระทบไปยังผู้ที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐอเมริกา หรือ กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการทะลักของสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ในส่วนของการจะนำงบส่วนนี้ไปกระตุ้นในภาคการท่องเที่ยว ทาง ธปท. มองว่าเป็นการใช้จ่ายที่ตรงจุด ซึ่งถ้ามองถึงตัวทวีคูณด้านการใช้จ่ายที่ผ่านมา ถือว่าการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวหรือ ตัวนโยบายคนละครึ่งค่อนข้างสูง
ดังนั้น หวังว่ามาตรการนี้สามารถที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจมีการปรับตัวและผ่านจุดที่อาจจะยากลำบากไปได้ และ ผ่านไม่ยากจนเกินไป
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ด้านสงครามการขึ้นภาษีศุลกากรของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หลังล่าสุดศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐได้ระงับการสั่งห้ามมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรชั่วคราว
ตรงนี้ ธปท. มองว่าเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำว่า ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ และยังอยู่ในระดับที่สูง เพราะข่าวแต่ละวันมีการเปลี่ยนแปลง และยังมีความแน่นอนออกมาให้เห็นต่อเนื่อง
ฉะนั้น ภาคเอกชนรายใหญ่และรายย่อยก็คงจะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ส่วนจะกระทบเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหนต้องขึ้นอยู่กับการปรับตัวของภายในประเทศ
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า อย่างไรตามผลกระทบจะไปออกชัดที่ตลาดการเงิน ซึ่งจะส่งผลให้มีความผันผวนค่อนข้างสูง ดังนั้นสิ่งที่ต้องระวัง คือ การใช้จ่าย หรือ มีความระมัดระวังมากขึ้นในการตัดสินใจลงทุน
ซึ่งทางฝั่งตลาดการเงินจะต้องดูการป้องกันทางความเสี่ยง เนื่องจากขณะนี้ อยู่ในจุดที่ความไม่แน่นอน ยังคงสูง ดังนั้นแนวทางการป้องกันทางความเสี่ยงจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในช่วงเวลานี้
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า หากจะต้องมีการปรับการประมาณการทางเศรษฐกิจไทยหรือไม่นั้น ต้องเรียนว่า ความไม่แน่นอนยังคงสูงมาก ทั้งบทสรุปของมาตรการการขึ้นภาษีสหรัฐฯ รวมไปถึงผลกระทบที่จะมายังภาคการส่งออกของไทย
ดังนั้น ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และ คงต้องรอดูต่อเนื่อง ซึ่งในเดือนมิถุนายนก็จะมีแถลง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตรงนี้ก็จะสามารถฉายภาพรวมเบื้องต้นของเศรษฐกิจในเชิงรายละเอียดมากขึ้นได้