เหตุ ‘แผ่นดินไหว’ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศพม่า ผ่านมากว่า 60 วันแล้ว แต่ยังทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้
เพราะบางส่วนยังคงรอเคลมประกัน หรือบางส่วนรอการซ่อมแซม เมื่อทิ้งช่วงนาน ก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการก็จะต้องเร่งให้ความรู้ผู้บริโภคว่าการอยู่อาศัยในอาคารสูง หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งมีการออกแบบก่อสร้างเป็นไปตามกฎหมายของประเทศไทย
“บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)” ในฐานะผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ของไทย ได้เปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าเกี่ยวข้องกับแวดวงอสังหาริมทรัพย์มาร่วมพูดคุย ผ่าน Sansiri Special Talk “ถอดบทเรียน หลังแผ่นดินไหว” เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้แบบเจาะลึก
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปี ของแสนสิริการพัฒนาธุรกิจคอนโดมิเนียม ผ่านการสร้างโครงการแนวสูงมาแล้ว 225 โครงการ รวมกว่า 90,000 ยูนิต ซึ่งแสนสิริได้ผ่านมาหลายวิกฤต มาถึงวิกฤตล่าสุด ‘แผ่นดินไหว’ ได้มีการรับมือ เรียนรู้ และนำมาพัฒนาเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมพร้อม

“ไม่เกิน 2 ช.ม. หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว บริษัทได้มีการเรียกประชุมผู้บริหารที่เกี่ยวข้องตั้งวอร์รูมขึ้นมาทันที ทั้ง บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทบริหารอาคาร ตลอดจนฝ่ายพัฒนาโครงการ ฝ่ายประเมินราคา และฝ่ายจัดซื้อ เพื่อดูแลลูกค้า พร้อมด้วยทีมงานทุกฝ่ายเริ่มเข้าตรวจโครงสร้างอาคาร โดยใช้เวลา 4-5 วัน ตรวจสอบครบทั้งกว่า 200 อาคาร พบความเสียหาย เช่น รอยร้าวต่างๆ รวมถึงได้ประเมินค่าเสียหาย พร้อมประสานงานติดต่อประกันภัย ซึ่งขณะนี้ผลการตรวจสอบความปลอดภัยครบ 100%”
และจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แสนสิริเล็งเห็นว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทั้งอุตสาหกรรม อีกทั้งยังได้พิสูจน์ให้เห็นด้วยว่าการอยู่อาศัยในโครงการแนวสูงมีความมั่นคงปลอดภัยจริง
และสิ่งที่ทำให้แสนสิริฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ได้คือพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้ดูแลงานนิติบุคคลระดับมืออาชีพ, ผู้รับเหมารายใหญ่ ที่เร่งรีบเข้ามาสนับสนุนงานตั้งแต่วันแรก, ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำเชิงเทคนิค และร่วมลงพื้นที่, ทีมลิฟต์ หัวใจสำคัญของการขนส่งในตึกสูงที่ทำงานหนักที่สุดทีมหนึ่ง และบริษัทประกัน ที่ยืนเคียงข้างลูกบ้านอย่างมั่นคง

นายอุทัยกล่าวด้วยว่า งานแสนสิริอินไซต์ทอล์ก “BEYOND THE BLUEPRINTS” 60 วันหลังแผ่นดินไหว เป็นก้าวต่อด้วยพลังความร่วมมือ เพื่อเป็นการจุดประกายความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องในการร่วมขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยหัวใจการทำงาน 3 ด้าน คือ คุณภาพที่เหนือมาตรฐาน, การบริการต่อเนื่อง และการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดี มุ่งสู่การดูแลลูกบ้านอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

•อาคารสูงไทย ‘สอบผ่าน’
นายเป็นหนึ่ง วานิชชัย ภาควิชาวิศวกรรมโครงสร้างสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า ภาคอสังหาฯ ไทยมีความก้าวหน้ามากด้านมาตรฐานการออกแบบสำหรับอาคารใหม่ จากการออกกฎกระทรวงและมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวที่เข้มงวดขึ้นจากกฎกระทรวงปี 2564 ที่บังคับให้อาคารใหม่ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น มีประเภทอาคารหลากหลายขึ้น และผู้ประกอบการรายใหญ่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและปฏิบัติตามมาตรฐาน

“จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ความรุนแรงไม่ได้เกินกว่าระดับตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด แต่ว่าอาจจะต้องนำเอาความรู้ใหม่จากเหตุการณ์ครั้งนี้มาปรับปรุงมาตรฐานบางส่วน หลังจากพบว่าแรงสั่นสะเทือนค่อนข้างสูงในอาคารที่มีความสูงมากๆ จะมีค่าการสั่นที่ยาวมากอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือเกินกว่ามาตรฐานที่ประเมินไว้ ทำให้ต้องมีการทบทวนและปรับปรุงในเรื่องนี้ใหม่”
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจของสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ถึงความเสียหายของอาคารสูงในกรุงเทพฯ จากผลกระทบแผ่นดินไหว พบว่า มีอาคารพังถล่ม 1 อาคาร (อาคารสตง.ที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นการสืบสวน
แต่ตามปกติแล้วระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวไม่ได้เกินไปจากมาตรฐานงานออกแบบก่อสร้าง จึงไม่ควรเกิดการพังทลาย ส่วนที่มีความเสียหายด้านโครงสร้าง มีประมาณกว่า 10 อาคาร ส่วนใหญ่ที่พบคือ ความเสียหายบริเวณผนังรับแรง หรือ Shear Wall คือ ผนังโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรับแรงด้านข้าง (แรงเฉือน) ซึ่งเกิดจากแรงลม แรงแผ่นดินไหว หรือแรงภายนอกอื่นๆ ที่กระทำต่ออาคาร
โดยผนังนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้อาคารโยกหรือบิดตัวมากเกินไปจนเกิดความเสียหาย ทั้งนี้ Shear Wall ทำจากวัสดุคอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนที่สามคือ ความเสียหายที่ไม่ใช่โครงสร้างประมาณกว่า 100 อาคาร เช่น ฝ้า ผนัง เพดาน ระบบลิฟต์ หรือระบบต่างๆ ทำให้อาคารยังใช้งานได้
กล่าวโดยสรุปคือ อาคารทั้งหมดในกรุงเทพฯ ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ยกเว้นอาคารสตง.
“การเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบครั้งใหญ่ สำหรับอาคารสูงและอาคารส่วนใหญ่ก็สอบผ่าน มีอาคารที่สอบตกอยู่หลังเดียว แต่มีอาคารที่สอบใกล้ตกอยู่จำนวนหนึ่งแต่ไม่มากนัก”
อีกหนึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ การติดตั้งอุปกรณ์ดูดทรัพย์พลังงานที่โครงสร้างอาคาร พร้อมฝังอุปกรณ์ที่เป็นตัวลูกสูบเข้าไปในตัวอาคาร จะสามารถลดแรงสั่นสะเทือนของอาคารสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้การโยกตัวของอาคารลดลงมาก โดยปัจจุบันอุปกรณ์ตัวนี้ได้มีการนำไปใช้แล้วในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น แต่ในประเทศไทยยังไม่เคยพิจารณาในเรื่องนี้ จึงมองว่าอาจจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องศึกษาเรื่องนี้ให้มากขึ้น
•ประกันภัยที่อยู่อาศัยใครว่าไม่สำคัญ
เชื่อว่าขณะนี้หลายคนคงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการทำประกันภัยให้กับที่อยู่อาศัย หรือประกันอัคคีภัยกันมากขึ้น โดย นายวิญญู อังศุนิตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ มีมูลค่าเสียหายน้อยกว่า น้ำท่วม และโควิด

แต่ในขณะเดียวกันก็มีความท้าทายอยู่มาก คือการรับมือกับจำนวนการเคลมที่เข้ามาอย่างมาก โดยเฉพาะจากลูกค้ารายย่อย และได้เร่งกระบวนการพิจารณาและจ่ายสินไหมทดแทน เน้นการสำรวจความเสียหาย และอนุมัติการจ่ายเคลมอย่างเป็นธรรม ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมราคาค่าซ่อมแซม
โดยเจรจากับผู้รับเหมาให้มั่นใจค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผลและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้ทยอยเคลมให้ลูกค้าไปได้แล้วมากกว่า 30% อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าผลจากการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ อาจมีการพิจารณาปรับเบี้ยประกันภัยขึ้นบ้าง 5-10% แต่ทั้งนี้ก็ถือว่าคุ้มเมื่อเทียบกับความเสียหายที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อเทียบกับค่าเบี้ยประกัน
แม้อาคารสูงส่วนใหญ่ของไทย ‘สอบผ่าน’ และช่วงชีวิตเราอาจไม่เจอเหตุการณ์นี้อีก แต่ก็ไม่ควรประมาท เมื่อมีบทเรียนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เรียนรู้แล้ว