พิชัย ลุยปลุกความเชื่อมั่นนักลงทุนในไทย หวังดันเม็ดเงินลงทุนมากกว่า 6 ล้านล้าน หนุนฟื้นเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทย

นายพิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อมาตรการคลังฟื้นเศรษฐกิจ ปลุกเชื่อมั่นตลาดทุน ภายในงาน Thailand Investment Forum 2025: พลิกเกมฝ่าวิกฤติ Great Depression ว่า สำหรับมาตรการทางการคลัง มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ “ความเชื่อมั่น” เพราะหากจะให้เศรษฐกิจเติบโต สิ่งแรกที่ต้องมีคือความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่ว่าจะในภาคการผลิตหรือบริการ เมื่อมีความเชื่อมั่น เขาก็พร้อมจะลงทุน เกิดการจ้างงาน เกิดการบริโภค และในที่สุดเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวและเติบโต “Trust and confidence” หรือความเชื่อมั่น คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

“เราควรถามตนเองว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตดี เรารู้สึกอย่างไร เรามีความเชื่อมั่นแค่ไหน หากเราจำลองภาพเหล่านั้นขึ้นมา เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างอดีตกับปัจจุบัน” นายพิชัย กล่าว

โดยเศรษฐกิจไทยในอดีตเริ่มต้นจากขนาดเล็ก ต่ำกว่าหนึ่งล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 20 เท่า โดยเฉพาะช่วงกว่า 40 ปีที่ผ่านมา เราเคยมีอัตราการเติบโตใกล้ 10% ด้วยซ้ำ ขณะนั้นมีการลงทุนสูงมาก คิดเป็นมากกว่า 50% ของ GDP เช่น หาก GDP อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท การลงทุนอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท หรือหาก GDP อยู่ที่ 5 ล้านล้านบาท การลงทุนก็สูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท

หากดูตามมาตรฐานประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ การลงทุนควรอยู่ที่ประมาณ 34% ของ GDP ดังนั้นหากไทยมี GDP อยู่ที่ 20 ล้านล้านบาท การลงทุนควรอยู่ที่ 6-6.5 ล้านล้านบาท แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยลงทุนเพียงประมาณ 4 ล้านล้านบาท หมายความว่ายังขาดการลงทุนถึง 2 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ การลงทุนที่มีอยู่ก็มักจะเป็นการลงทุนเดิม เช่น การซ่อมบำรุงหรือขยายโรงงานเดิม ไม่ใช่การลงทุนใหม่อย่างแท้จริง และการเติบโตของเศรษฐกิจไม่จำกัดแค่ภาคการผลิต แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน การท่องเที่ยว และบริการต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการลงทุนจำนวนมาก

ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากการเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เคยสร้าง GDP ถึงเกือบ 40% ขณะที่ภาคเกษตรมีสัดส่วนไม่ถึง 10% แต่ยังใช้ทรัพยากรและแรงงานถึง 1 ใน 3 ของประเทศ

นายพิชัย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับ “กลางน้ำ” คือรับการลงทุนจากต่างประเทศที่มีต้นน้ำอยู่ในประเทศเขา มาประกอบและส่งออกจากไทย จึงมี value added ไม่สูงนัก ประมาณ 10-15% ของมูลค่าสินค้า ส่วนภาคเกษตร โดยเฉพาะชาวนา ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะต้นทุนสูง รายได้ต่ำ บางครั้งถึงขั้นขาดทุน ส่งผลให้เกษตรกรมีหนี้สินสะสม

ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างการลงทุนใหม่ หรือที่เรียกว่า New Production Platform โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับแนวโน้มของโลก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เทคโนโลยีดิจิทัล, big data, AI, data center, cloud computing และ biotech อุตสาหกรรมเหล่านี้จะเป็น “backbone” ของเศรษฐกิจยุคใหม่

ทั้งนี้สิ่งที่น่าดีใจคือ ในปี 2568 เพียงแค่ 4 เดือนแรก มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 7-8 แสนล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับทั้งปีของปี 2567 ที่อยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท หมายถึงมีความเคลื่อนไหวที่ดีเกิดขึ้น เพียงแต่ต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในประศ และดึงให้ภาคผลิตในประเทศเชื่อมโยงกับการลงทุนต่างชาติให้ได้อย่างเป็นระบบ

อีกประเด็นสำคัญคือการพัฒนาตลาดทุน โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้เกิดการลงทุนในตราสารดิจิทัล โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีการ “back” ด้วยทรัพย์สินจริง (Asset-Backed Tokens) ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนโปร่งใส เชื่อถือได้ และสามารถเทรดในตลาดได้ง่ายขึ้น ในอนาคตตลาดหลักทรัพย์ดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถผสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนประเด็นตลาดหุ้นไทยที่สร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะพฤติกรรมการขายชอร์ต (short sell) ที่ไม่เหมาะสม เช่น การ “naked short sell” เรากำลังออกมาตรการควบคุมและลงโทษอย่างเข้มงวด ทั้งทางแพ่งและอาญา แม้กระทั่งกับผู้กระทำผิดจากต่างประเทศ เราจะใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการดำเนินคดีอย่างจริงจัง

นายพิชัย กล่าวต่อว่า สำหรับอุปสรรคการลงทุนในประเทศไทยที่ยังต้องเร่งปฏิรูป ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ การให้สิทธิ์เช่าที่ดินระยะยาว เช่น รูปแบบ Long-term Leasing 99 ปี แทนการซื้อกรรมสิทธิ์ รวมถึงทำให้ราคาพลังงานถูกลง

อย่างไรก็ตาม มองว่า ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และเป็นหนึ่งในจุดหมายของการลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะ Southeast Asia ที่ถูกมองว่าเป็น “Growth Region” ของโลก

“ประเทศไทยมีทั้งทางออกสู่ทะเล 2 ฝั่ง เชื่อมรางไปจีน เกาหลี และมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับการลงทุนระยะยาว แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและปรับโครงสร้างภายในให้ทันต่อโลก” รมว.คลัง กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน