กรมชล ปรับการระบายน้ำ ลดผลกระทบท้ายเขื่อน พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตรวจสอบอาคารส่งน้ำ กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางเสมอ
ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC)กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมีปริมาณฝนลดน้อยลง จึงส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ลดลงอยู่ในอัตรา 662 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ได้ ปรับการระบายน้ำ ลงเหลือ 250 ลบ.ม./วินาที
ซึ่งการปรับลดดังกล่าวเป็นไปตามสถานการณ์ฝนที่เริ่มลดลงในบางพื้นที่ของตอนบน และเป็นการลดผลกระทบในพื้นที่ลุ่มต่ำด้านท้ายเขื่อน โดยเฉพาะเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี
แต่ถึงอย่างไรยังคงต้องติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงฤดูฝน ซึ่งกรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.)
ด้วยการ กำหนดพื้นที่ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทภัยซ้ำซาก รวมทั้งกำหนดคนและทรัพยากร ติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณน้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของอาคารชลประทานให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ
มีการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ เข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที ตามข้อสั่งการของ ของ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์
ปัจจุบัน (11 มิ.ย.2568 ) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 43,201 ล้าน ลบ.ม. หรือ 56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรองรับน้ำได้อีก 33,289 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,126 ล้าน ลบ.ม. หรือ 53% ของความจุอ่างฯ รวมกัน และ สามารถรองรับน้ำได้อีก 11,745 ล้าน ลบ.ม.