“ชาติศิริ” บิ๊กบอส ธนาคารกรุงเทพ คงเป้าหมายปี 2568 ยังเติบโตในระดับ 3-4% พร้อมตอกย้ำบทบาท “ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค” เดินหน้าพัฒนาลูกค้าร่วมกับธนาคารเพอร์มาตา อินโดนีเซีย ชูเป็นจุดศูนย์กลางดึงนักธุรกิจเข้าลงทุนในอินโดและภูมิภาคอาเซียน
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่าธนาคารกรุงเทพ ยังคงเป้าหมายการเติบโตปี 2568 ในระดับเดิมที่วางไว้โดยมีการเติบโต 3-4% แม้จะไม่ง่ายท่ามกลางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยที่มีความท้าทาย แต่เชื่อว่ายังมีโอกาส โดยมีฐานลูกค้ารายใหญ่ และธุรกิจต่างประเทศ เป็น 2 ส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในปีนี้
ส่วนลูกค้ารายกลาง รายปลีก เติบโตในระดับต่ำลงมา และลูกค้าบุคคล เติบโตน้อยลงมา จากปัจจัยลบหลายด้านเข้ามากระทบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีบางธุรกิจที่สามารถสร้างโอกาสได้จากการส่งออกที่ขยายตัวได้สูงในช่วงที่ผ่านมา
รวมถึงทางภาครัฐเองยังคงเดินหน้าในการเจรจากับสหรัฐอเมริกา เพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสมเกี่ยวกับมาตรการทางภาษี ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชัดเจน และเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามกันต่อไป ขณะเดียวกัน ธนาคารก็ดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบในอีกทางหนึ่งอย่างเต็มที่เช่นกัน
นายชาติศิริ ยังกล่าวถึงธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 24% ของรายได้รวมธนาคารกรุงเทพ ที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะ ธนาคารเพอร์มาตา ในประเทศอินโดนีเซีย ที่ธนาคารกรุงเทพได้เข้าซื้อกิจการมาเมื่อปี 2563 ที่สามารถเติบโตและสร้างรายได้ให้ธนาคารได้ค่อนข้างดี และปัจจุบันสร้างรายได้ให้กับธนาคารคิดเป็น 50% ของรายได้รวมจากธุรกิจต่างประเทศ รองลงมาคือธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ในขณะที่ธุรกิจในประเทศอาจจะชะลอลงบ้าง
สำหรับธนาคารเพอร์มาตา ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในประเทศอินโดนีเซีย ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว จากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าประเทศไทย 2 เท่า และใหญ่ที่สุดในอาเซียน อีกทั้งโครงสร้างประชากรที่มีศักยภาพ จากจำนวนประชากรที่สูงถึง 270 ล้านคน และกว่า 60% เป็นประขากรวัยหนุ่มสาว ซึ่งถือเป็นวัยทำงานที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ขณะเดียวกันก็มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทั้งแร่ธาตุ การเกษตร การประมง ดังนั้นมีโอกาสเติบโตได้มาก โดยจะเห็นได้จากอุตสาหกรรม ด้านอาหาร การผลิต และการบริการต่างๆ ยังขยายตัวไปได้อีกมาก
จากปัจจัยสนับสนุนหลายประการภายในประเทศที่เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตได้ในระดับสูงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)จะอยู่ที่ประมาณ 4.7-5% ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค
นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียก็มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะยังสามารถเติบโตได้ดีต่อเนื่องไปอีก 20-30 ปีข้างหน้า และจากศักยภาพดังกล่าว ธนาคารจึงมีแนวทางที่จะสนับสนุนนักลงทุนไทยไปลงทุนยังประเทศอินโดนีเซีย และพานักลงทุนอินโดนีเซียมาลงทุนในประเทศไทยและประเทศกลุ่มอาเซียนเช่นกัน
ทางด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ กล่าวเสริมว่า ศักยภาพในการเติบโตของธนาคารเพอร์มาตา มาจากเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียที่มีขนาดใหญ่ มีจำนวนประชากรที่มากและมีโครงสร้างประชากรที่อยู่ในช่วงวัยทำงานสูง และมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ธนาคารเพอร์มาตาสร้างผลกำไรให้กับธนาคารได้ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจากศักยภาพที่มีอยู่เชื่อว่าตัวเลขกำไรที่ระดับที่ 10,000 ล้านบาท ก็มีความเป็นไปได้ไม่นานจากนี้
“ในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะที่ชะลอลง เราก็ยังมีส่วนของธุรกิจในต่างประเทศที่เติบโตได้ดีเข้ามาช่วย ทำให้ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพจะมี 2 ขาธุรกิจ ที่จะช่วยเสริมซึ่งกันและกัน และทำให้ความเป็น Regional Bank หรือการเป็น ธนาคารชั้นนำในระดับภูมิภาคเอเชีย ของธนาคารกรุงเทพมีความแข็งแกร่งขึ้น ที่สำคัญ เพอร์มาต้าแบงก์ ถือเป็นธนาคารท้ายๆ ที่ธนาคารซื้อมาในราคาที่เหมาะสม โดยในปีนี้ก็มีธนาคารในอินโดนีเซีย ที่จะขาย โดยมีธนาคารของไทยให้ความสนใจจะซื้อ แต่พบว่าราคาสูงมาก”
ขณะที่นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า นับตั้งแต่ที่ธนาคารกรุงเทพเข้าถือหุ้นในเพอร์มาตา ภาพรวมในด้านต่างๆ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ โดยแนวทางในการดำเนินธุรกิจของเพอร์มาตา สอดคล้องกับธนาคารกรุงเทพ โดยมีความอนุรักษณ์นิยม หรือคอนเซอร์เวทีฟ จากการที่มีเงินกองทุนในระดับที่สูง
ประกอบกับเพอร์มาตามีความโดดเด่นในกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยที่เป็นคนอินโดนีเซีย และมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน-ระบบดาต้าที่ดี จะช่วยเสริมธุรกิจคอนซูมเมอร์ของธนาคารได้ ในทางกลับกันธนาคารกรุงเทพ มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจลูกค้ารายใหญ่ที่มีการลงทุนอยู่ใน 14 แห่งที่ธนาคารเข้าไปเปิดสาขาในประเทศต่างๆ ก็จะสามารถนำพาลูกค้าที่แข็งแกร่งของเพอร์มาตาให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย รวมถึงในต่างประเทศ โดยผ่านการให้บริการด้านการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ได้
อนึ่ง ในปี 2563 ธนาคารได้เข้าซื้อกิจการ ธนาคาร พีที เพอร์มาตา ทีบีเค (ธนาคารเพอร์มาตา) และได้ควบรวมธนาคารกรุงเทพ 3 สาขา ได้แก่ สาขาจาการ์ตา สาขาสุรายาบา และสาขาเมดาน เข้ากับธนาคารเพอร์มาตา เพื่อผสานจุดแข็งของทั้งสองธนาคารเข้าด้วยกัน และในปี 2567 ธนาคารเพอร์มาตา ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ตราสัญลักษณ์บัวหลวง เพื่อสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวในมาตรฐานการบริการ ภายใต้แนวคิด “One Family One Team” ของธนาคารกรุงเทพ
โดย ณ สิ้นปี 2567 ธนาคารเพอร์มาตาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปี 2566 และธนาคารเพอร์มาตามีสัดส่วนสินเชื่อประมาณ 12% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารกรุงเทพ โดยตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการในปี 2563 สัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศต่อสินเชื่อรวมของธนาคารกรุงเทพเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 25% (ข้อมูล ณ ธ.ค. 2567) ส่งผลให้ปัจจุบันธนาคารเพอร์มาตาเป็น 1 ใน 10 ของธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย มีเครือข่ายสาขาให้บริการ 240 สาขา กระจายอยู่ใน 82 เมืองสำคัญทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้ากว่า 6.2 ล้านราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2568)