ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ชี้ ไทยมีช่องทางเจรจาสหรัฐ แนะรัฐเร่งเจรจา เสี่ยงจีดีพีติดลบ ด้านภาคธุรกิจไทยความเชื่อมั่นลดวูบ อสังหา-บริการหนักสุด

วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 นายสถิตย์ แถลงสัตยา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ และธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า นโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นลำดับอย่างน้อย 3 รอบ โดยรอบแรก คือ ผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย

รอบที่สอง คือ ผลกระทบต่อซัพพลายเชน ซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระดับโลก และ ผลกระทบรอบที่สาม คือ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากจีนในตลาดอาเซียนและตลาดที่สาม เนื่องจากสินค้าจีนอาจเบี่ยงเบนจากตลาดสหรัฐมาสู่ภูมิภาคนี้ ส่งผลให้ไทยต้องเผชิญการแข่งขันในระดับราคาที่สูงขึ้นเข้มข้นขึ้น

อย่างไรก็ตามมองว่า ประเทศไทยยังมีช่องทางในการเจรจากับสหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากประเด็นเศรษฐกิจ การเปิดตลาด หรือสิทธิการค้าเพียงอย่างเดียว เช่น ความมั่นคง การเมืองระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยมีบทบาทมายาวนาน เพื่อให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่ไม่เสียเปรียบมากนักเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อย่างน้อย ไทยควรเจรจาให้อัตราภาษีใกล้เคียงกับเวียดนามที่อยู่ที่ประมาณ 20%

นายสถิตย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ธนาคารยูโอบีประเมินสมมติฐานว่า หากไทยได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในระดับ 10–15% อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอาจจะเติบโตอยู่ 2% แต่หากท้ายสุด เก็บภาษีที่ 36% หรือ มากกว่าที่ทางยูโอบีประเมินไว้ ทางยูโอบีก็จะต้องมีการทบทวนการเติบโตของเศรษฐกิจอีกครั้ง

แต่คาดว่าเบื้องต้นอาจส่งผลกระทบให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือ 0-1% และมีความเสี่ยงที่จะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจติดลบจนถึงจุดต่ำสุด โดยเห็นชัดที่สุดในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2568 ไปจนถึง ไตรมาส 1 ปี 2569

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO & Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจ UOB Business Outlook Study ประจำปี 2568 ว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวลดลงจาก 58% ในปี 2567 เหลือ 52% ภายหลังการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กแสดงความกังวลมากที่สุด ปัจจัยหลักที่สร้างแรงกดดัน คือ ต้นทุนการดำเนินงานและเงินเฟ้อ โดย 60% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คาดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น และ 57% คาดว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ อสังหาริมทรัพย์และธุรกิจการให้บริการ

ทั้งนี้ทำให้ภาคธุรกิจไทยได้ริเริ่มมาตรการสำคัญเพื่อรับมือสถานการณ์ ดังนี้ ลดต้นทุน ธุรกิจ 3 ใน 5 โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง (67%) ได้ดำเนินการมาตรการลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ โดยธุรกิจจำนวนมากมุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่และแสวงหาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนต้องการการสนับสนุน

โดยธุรกิจให้ความสำคัญกับความช่วยหลือทางการเงิน (92%) การสนับสนุนด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน (65%) และการให้คำปรึกษาหรือฝึกอบรม (50%) เพื่อสร้างเสริมความสามารถในการปรับตัว

อย่างไรก็ตาม 90% ของธุรกิจไทยได้มุ่งเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน หากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาส่งผลให้ภาวะหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานทวีความรุนแรงขึ้น และ 80% ของธุรกิจคาดว่าจะเผชิญความท้าทายเพิ่มเติมจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูง

ดังนั้นแนวทางสำคัญที่ธุรกิจจะใช้ในการรับมือ ประกอบด้วย การวิเคราะห์ข้อมูล ธุรกิจ 4 ใน 10 ราย นำการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งกลายเป็นกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2567 แซงหน้ากลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง

พร้อมกันนี้การค้าภายในภูมิภาคอาเซียน เป็นทางเลือกในภูมิภาคมากขึ้น ส่งผลจะทำให้การค้าภายในภูมิภาคเติบโต และความต้องการสนับสนุน ซึ่งธุรกิจมองหามาตรการจูงใจทางภาษี การเข้าถึงเทคโนโลยี และการฝึกอบรมแรงงาน

“ธุรกิจไทยเกือบ 90% มีแผนขยายตลาดต่างประเทศ โดยมากกว่า 50% คาดว่าจะเร่งดำเนินการหลังมาตรการเก็บภาษีของสหรัฐฯ ประเทศเป้าหมายหลัก ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม รองลงมาคือ จีนและภูมิภาคเอเชียเหนือ”

ทั้งนี้การขยายตลาดต่างประเทศ ภาคธุรกิจมองว่าจะสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเติบโตของรายได้และกำไร แม้ยังเผชิญความท้าทายด้านจำนวนลูกค้าและความเข้าใจตลาดที่จำกัดในแต่ละประเทศก็ตาม ภาคธุรกิจจึงต้องการข้อมูลเชิงลึก การสนับสนุนทางการเงิน และการสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพื่อขยายตลาดข้ามพรมแดน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน