บีโอไอ เดินหน้า ยุทธศาสตร์ “พันธมิตรห่วงโซ่อุปทานสหรัฐ” ฝ่าวิกฤตภาษีทรัมป์
14 ก.ค. 68 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผย ถึงแนวทางรับมือมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่อาจกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในไทย ที่งานเสวนาโต๊ะกลม “กรุงเทพธุรกิจ Roundtable: The Art of (Re)Deal” ว่า แม้ประเทศไทยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯกำหนดเพดานภาษีสูงถึง 36% ภายใต้แนวทาง “Reciprocal Tariffs” ตามนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ยังมีแนวทางรองรับและผลักดันให้ไทยเป็นพันธมิตรห่วงโซ่อุปทานกับสหรัฐได้อย่างแข็งแกร่ง
มาตรการภาษีของสหรัฐไม่เพียงเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ แต่ยังส่งผลให้บริษัทต่างชาติเริ่มลังเลในการลงทุน เพราะนอกจากภาษีตอบโต้ ยังมีภาษีตามมาตรา 232 ซึ่งใช้กับสินค้าที่สหรัฐเห็นว่ากระทบต่อความมั่นคง เช่น อลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
นายนฤตม์ กล่าวว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัดการส่งออกชิป AI ของสหรัฐฯ แต่ย้ำว่า “ภาษีไม่ใช่ปัจจัยเดียว” ในการตัดสินใจลงทุน เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่ไทยยังได้เปรียบในระดับภูมิภาค ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แรงงานฝีมือ และสิทธิประโยชน์จากรัฐ
อีกปัจจัยสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อการลงทุนคือ Global Minimum Tax ที่กำหนดให้เก็บภาษีขั้นต่ำทั่วโลก 15% ซึ่งไทยเตรียมออกกฎหมายรองรับในรูปแบบ “พ.ร.บ.ภาษีส่วนเพิ่ม” พร้อมแก้กฎหมายบีโอไอเพื่อเพิ่มเครดิตภาษี ลดภาระผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
นายนฤตม์ กล่าวว่า จากนี้บีโอไอจึงต้องกำหนดทิศทางใหม่ให้ไทยเป็น “พันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ” มากขึ้น ทั้งดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐ และสนับสนุนให้ไทยไปลงทุนในสหรัฐ เป้าหมายคือทำให้ไทยกลายเป็นฐานผลิตและวิจัยของบริษัทสหรัฐในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่
นายนฤตม์ กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของสหรัฐฯในไทยมีถึง 135 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาท และหากรวมบริษัทสหรัฐที่ลงทุนผ่านสิงคโปร์ผ่านสิงคโปร์ จะมากกว่า 200,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ยานยนต์ และอาหาร
1. โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งน้ำ ไฟ นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ และสนามบิน
“หากไทยสามารถเจรจาให้สหรัฐใช้อัตราภาษีที่ใกล้เคียงประเทศอื่นในภูมิภาค เราก็จะยิ่งมีความได้เปรียบ เพราะ 5 ปัจจัยนี้จะเป็นจุดแข็งที่ทำให้ไทยโดดเด่นในการดึงดูดการลงทุนมากที่สุดในอาเซียน” นายนฤตม์