เวทีเสวนา “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย สู้วิกฤติโลก” สรวงศ์ มั่นใจท่องเที่ยวยังมีหวัง ชี้ ปี 2568 รัฐเร่งเครื่องเศรษฐกิจด้วยท่องเที่ยว–อีเวนต์กีฬา–ภาพยนตร์ พร้อมตั้งเป้ารายได้ 3.5 ล้านล้านบาท ขณะที่ภาคเอกชนเสนอใช้สงครามการค้าเปิดตลาดเกษตร–อาหารกับสหรัฐฯ ตั้งเป้าส่งออกแตะ 4 ล้านล้านบาท ใน 7 ปี ดันไทยสู่ฮับอาหารและไบโออุตสาหกรรมโลก
วันที่ 17 ก.ค. 2568 เสวนา “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย สู้วิกฤติโลก” จัดโดย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งหัวข้อเสวนา “ปลดล็อกทุกข้อจำกัด สร้างความเข้มแข็งยั่งยืน เพื่ออนาคตไทย”

โดยนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวประเทศไทยในขณะนี้ว่า จากจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2567 ที่ทำให้ตั้งความหวังว่าปี 2568 ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะกลับไปเท่าก่อนเกิดโควิดที่ 39 ล้านคน รายได้พุ่งขึ้น 3-3.5 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลจึงประกาศให้ปี 2568 เป็นปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยวางแผนจะนำอีเว้นท์ระดับโลกเข้ามาเสริมการท่องเที่ยว
แต่นักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญของไทยซึ่งได้ลดลง แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะไทยประเทศเดียว แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปทั่วโลก ประกอบกับที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยอิงกับตลาดนักท่องเที่ยวจีนมากพอสมควร และรายใหญ่ๆ ลงทุนมากพอสมควร ดังนั้นเมื่อตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนลดลง จึงทำให้กระเทือนกับภาคเศรษฐกิจไทยมากพอสมควร
อย่างไรก็ดี ยังมีตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เข้ามาทดแทน โดยเฉพาะจากประเทศอิสราเอล ที่ปีนี้เข้ามาไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 70% จากปีที่แล้ว รวมถึงนักท่องเที่ยวระยะไกล อย่างอังกฤษเพิ่มขึ้นเกือบ 30% สหรัฐ และอิตาลี โดยเฉพาะอินเดียปีที่แล้วนิวไฮที่ 2.1 ล้านคน ส่วนครึ่งแรกของปีนี้ อินเดียเข้ามาเกือบ 1 ล้านคนแล้ว และยังมีอีเว้นต์ที่รัฐบาลกำลังนำเข้ามา โดยจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาได้อีกมาก
ดังนั้นแล้วรัฐบาลยังมองว่าภาคท่องเที่ยวของไทยในขณะนี้ยังคงเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยได้แน่นอน เพราะที่ผ่านมานายกฯ ได้มีการปรับเคพีไอจากเดิมที่เน้นตัวเลขนักท่องเที่ยวแต่อาจไม่เน้นรายได้มากนัก แต่โจทย์จากนี้ที่ให้ักับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คือ จะต้องบาลานซ์กันระหว่างปริมาณและคุณภาพ ซึ่งนักท่องเที่ยวระยะไกลมาเที่ยวไทยนานขึ้นใช้จ่ายมากขึ้น ฉะนั้นแม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลง แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปได้แน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณ 1.75 แสนล้านบาท ที่มาช่วยกระตุ้นทั้งท่องเที่ยวในประเทศและตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เมืองไทยสามารถเที่ยวได้ทั้งปี โดยเชื่อมั่นว่าครึ่งปีหลังนี้ซึ่งรัฐบาลเตรียมที่จะประกาศแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค.นี้ โดยจะเน้นกระจายรายได้สู่เมืองรองต่างๆ ที่จะทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคม เพื่อที่จะนำพานักท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรอง ขณะที่มาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่งยังเหลือสิทธิอีก 3 แสนสิทธิ์
อย่างไรก็ตามกีฬาและการท่องเที่ยว ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันและสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ โดยในช่วงกลางปีนี้ไทยได้เป็นเจ้าภาพ วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 มี 32 ประเทศมาแข่งขันใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา ภูเก็ต และ เชียงใหม่
โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้จัดทำแพ็กเกจให้นักกีฬา และ แฟนกีฬาเ ข้ามาเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศไทยได้นานมากขึ้น และช่วงปลายปีนี้ไทยได้เป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ส่วนต้นปี 2569 จะเป็นเจ้าภาพอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่นเศรษฐกิจได้ โดยกระทรวงท่องเที่ยวฯ ทำงานร่วมกับ กระทรวงวัฒธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่สามารถสร้างจุดขายใหม่ๆ ให้กับการท่องเที่ยวของไทยได้
“เดือนที่แล้วครม.เห็นชอบนโยบายการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Formula One ซึ่งที่ผ่านมาไทยถูกเพื่อนบ้านฉกฉวยโอกาสนี้ไป ดังนั้นอยากให้มองว่ากีฬาและการท่องเที่ยวสามารถไปด้วยกันได้ และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้แน่นอน”
นายสรวงศ์ ยังได้กล่่าวถึงอีกหนึ่งจุดขายของการท่องเที่ยวของไทย คือ อุตสาหกรรมถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้มีการปรับอัตราการคืนเงิน (Cash Rebate) จาก 20% เป็น 30% สำหรับกองถ่ายต่างประเทศที่มาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย โดยเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม กรณีกองถ่ายที่มาใช้ทรัพยากรของไทย ทั้งอุปกรณ์ไทย แรงงานไทย และที่สำคัญต้องถ่ายทำในเมืองรอง เช่น ภาพยนตร์เรื่องจูราสสิคเวิร์ล และ เรื่องไวท์โลตัส ที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้
โดยกระทรวงท่องเที่ยวฯ ได้พยายามทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ รวมถึงจะมีการให้ Cash Rebate กับอุตกรรมภาพยนต์ไทย ที่ถ่ายในไทยไปฉายในต่างประเทศด้วย เพื่อเป็นการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ

ขณะที่นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงการเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ฟันธงว่าอัตราภาษีในภูมิภาคอาเซียนจะอยู่ประมาณ 20% บวกลบ และจากการที่หอการค้าไทยได้ทำงานร่วมกับทีมไทยแลนด์ พบว่าข้อเสนอต่างๆ มีเหตุผลและปฎิบัติได้ เชื่อว่า ทรัมป์ เป็นนักธุรกิจมืออาชีพ สงครามการค้าที่เกิดขึ้นเพราะสหรัฐฯ ต้องการให้ไทยซื้อสินค้าของสหรัฐมากขึ้น
ดั้งนั้นแล้วถ้าค่าเฉลี่ยที่เรียกเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศในอาเซียนอยู่ที่ 20 % บวกลบ มองว่าทำให้ไทยไม่เสียเปรียบ ยิ่งไปกว่านั้นไทยจะเพิ่มค้ากับสหรัฐฯได้ โดยเฉพาะภาคสินค้าเกษตร กับอาหาร ซึ่งช่วงที่เกิดวิฤกติโควิด ไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปทั่วโลกได้ 1 ล้านล้านบาท
ส่วนในปี 2567-2568 ไทยจะสามารถส่งออกได้ถึง 2 ล้านล้านบาท แม้ทั่วโลกจะเผชิญกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาเศรษฐกิจ แต่ไทยสามารถเติบโตได้เท่าตัว จึงอยากให้รัฐบาลตั้งเป้าโตอีกเท่าตัว ใน 5-7 ปี โดยตัวเลขอาจขยับไปถึง 4 ล้านล้านบาทได้
เนื่องจากมองว่าสงคราการค้าสหรัฐฯ ในครั้งนี้จะผลักดันให้ไทยนำเข้าวัตถุดิบที่มีคุณภาพเข้ามามากขึ้น ขณะที่ศักยภาพในการผลิตอาหารของไทยติด 1 ใน 10 ของโลก
จึงเชื่อมั่นว่าปัจจุบันไทยค้าขายกับสหรัฐประมาณ 2 แสนล้านยาท หากเปิดตลาดจริงจะทำให้การค้าเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนกว่าล้านบาท ภายใน 5 ปี ที่สำคํญวัตถุดิบหลัก 10 รายการแรก ที่สหรัฐส่งเข้าประเทศไทย ล้วนแต่เป็นวัตถุดิบคุณภาพและราคาถูก และหากโรงงานผลิตอาหารต่างๆ ของไทยมีการผลิตจำนวนมาก จะทำให้ได้ economies of scale หรือต้นทุนต่อชิ้นถูกลง ขายได้มากขึ้น กำไรมากขึ้น โดยนำวัตถุดิบที่ราคาถูกจากต่างประเทศ และซื้อวัตถุดิบที่แพงขึ้นในประเทศมาบาลานซ์ให้ถูกลงได้
ดังนั้นเชื่อมั่นว่าการขึ้นภาษีสหรัฐครั้งนี้ ไม่กระทบแน่นอน ขอให้มั่นใจว่าหอการค้าฯ สนับสนุนทีมไทยแลนด์ และมีแผนการที่ชัดเจนว่าเข้ามาแล้วไม่กระทบ อีกทั้งยังจะสร้างรายได้ให้มากขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้
ที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ไทยจะได้จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์ในครั้งนี้ คือ จะสามารถขจัดปัญหาเรื่องการสวมสิทธิ์ที่ไทยไม่ได้ประโยชน์ ที่กระทบกับเอสเอ็มอีอย่างมาก โดยหอการค้าฯ ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าต่าสงประเทศ และบีโอไอ ปรับทั้้งหมดให้มีโลคัล คอนเทนต์ให้ได้มากที่สุด โดยเราต้องเข้าไปเสริมศักยภาพของเอสเอ็มอี ให้อยู่ในกระบวนการผลิต ซึ่งตัวเลขส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมา 10 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นขอให้มองภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ครั้งนี้ในมุมบวก และมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างแน่นอน
พร้อมกับได้ฝากทิ้งท้ายไปยังรัฐบาล ถึงอุตสาหกรรมอาหาร โดย 5 ปีที่แล้ว 1 ล้านล้านบาท ส่วนในปีนี้คาดว่าจะแตะ 2 ล้านล้านบาท และอยากให้รัฐบาลตั้งเป้าหมายมูลตค่าส่งออก 4 ล้านล้านบาท ภายใน 7 ปี ซึ่งสามารถเป็นไปได้
โดยขอให้รัฐบาลจัดสรรงบที่จะเยียวยากลุ่มอุตสาหกรรม มาเป็นเป็นเงินอุดหนุนสำหรับ Reserch & Innovation ประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท/ปี โดยยกตัวอย่างอุตสาหกรรมกุ้ง เคยส่งออกได้ 5 แสนตัน/ปี ปัจจุบันเหลือ 2.5 แสนตัน เพราะถูกเจอปัญหาโรคระบาด ซึ่งแก้ไขได้คาดว่าจะกลับไปส่งออกที่ระดับเดิม 5 แสนตันไดได้ รวมถึงโรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์ ก็ต้องแก้ไขให้ได้ โดยการ Reserch & Development ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโต
ทั้งนี้ในฐานะนายกสมาคมอาหารสัตว์เล้้ยง โดย 10 ปีที่แล้ว ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง 3 พันล้านบาท ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมูลต่าการส่งออก 1.5 แสนล้านบาท และคาดการณ์ในอีก 7 ปีข้างหน้าจะขยับขึ้นไปเป็น 3 แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อมั่นว่าทำได้แน่นอน
เพราะมีการลงทุนในเรื่อง Research & Development และ Innovation ค่อนข้างมาก ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกทุกประเทศ ทั้งอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เป็นผู้นำเข้าอาหาร ส่วนไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารที่ ได้ Trade Surplus (ดุลการค้าเกินดุล) กับทุกประเทศ ทั้งนี้ในอีก 7 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 พันล้านคน ขณะที่ประชากรสัตว์เลี้ยงมี 2 พันล้าน ซึ่งสัตว์เลี้ยงกินแพงกว่าคน ดังนั้นเป้าหมายที่ 4 ล้านล้านบาท รัฐบาลสามารถทำได้ หากตั้งใจทำ
ส่วนเอกชนมีความพร้อม เพียงแต่ภาครัฐต้องปรับ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตร มีหลายนโยบายที่ยังเป็นอุปสรรคที่ต้องปรับแก้ และเชื่อมั่นว่าถ้าเปิดการค้ากับอเมริการอบนี้ สินค้าเกษตรที่ส่งออกไปอเมริกาใน 3-5 ปีจากนี้ มูลค่าการส่งออกจะขยับจาก 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 12,000 ล้านเหรีญสหรัฐ ได้ และไทยก็ยังได้ดุลการค้ากับทุกประเทศเหมือนเดิม
ที่สำคัญอเมริกาก็พอใจด้วย เพราะวัตถุดิบที่นำเข้ามาป้อนในไทย ซึ่งกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารของไทยติด 1 ใน 5 ของโลก โดยส่วนตัวส่งออกทูน่า และ อาหารสัตว์เลี้ยงไป 200 ประเทศทั่วโลก มูลค่ารวมปีละ 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งในฐานะที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารมา 30 ปี เชื่อมั่นในศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารของไทย
เพียงแต่ภาครัฐต้องเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งในแต่ละปีรัฐบาลมีเงินอุดหนุนแสนกว่าล้านบาท หากจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ปีละ 30,000-50,000 ล้านบาท ให้มาลงทุน Research & Development และ Innovation อีกสิ่งที่สำคัญคือ ไบโอเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีชีวภาพ ที่จะเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อผลักดันใหม้ไทยเป็นไบโอฮับ ซึ่งจะเป็นทางออกทางเดียวที่จะช่วยปลดล็อกอนาคตประเทศไทยได้แน่นอน และถือว่าคุ้มค่ามาก

ด้านนายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมล่าสุดเดือน มิ.ย.2568 อยู่ที่ 87.7 จากค่ากลาง 100 ถือว่าค่อนข้างสุดเมื่อเทียบ 9 เดือนย้อนหลัง แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล เพราะเป็นสิ่งที่มาจากความไม่มั่นใจ ไม่สบายใจ
โดยภาคเอกชนมีทั้งหมด 47 กลุ่มอุตสาหกรรม ผลการสำรวจในเดือนมิ.ย. สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มีประมาณ 1 ใน 3 หรือ 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่มีความรู้สึกเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่อีก 35 กลุ่มอุตสาหกรรม รู้สึกค่อนข้างไม่มั่นใจผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพราะการส่งออกสินค้าไทยไปอเมริกา ต้องพึ่งพาตลาดอเมริกาถึง 18%
แต่อย่างไรก็ดีต้องเชื่อมั่นในทีมไทยแลนด์ ที่ภาครัฐรับข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ได้ไปจะทำให้การเจรจาภาษีจะได้เงื่อนไขที่ดีที่สุด
โดยจากการประชุมกับ 47 อุตสาหกรรม มีหลายกลุ่มยินดีที่จะยอมลดภาษีนำเข้าจากอเมริกาเหลือ 0% แต่ยกเว้นบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีข้อจำกัดเช่น เข่นกลุ่มเคมี ซึ่งขอเวลาปรับตัว ที่สำคัญได้มีการเตรียมเผื่อไว้สำหรับกรณีที่เลวร้ายที่สุด เพราะหลายกลุ่มอุตสาหกรรมได้มีการปรับเมกดกด
แต่อย่างไรก็ดี อยากให้มองว่า คนอเมริกามีประชากรอยู่กว่า 200 ล้านคน โดยมีกำลังซื้อเกือบ 1 ใน 4 ของโลก แต่ยังมีประชากรในโลกอีกเกือบ 8,000 ล้านคน หากเอกชนร่วมมือกับภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันหาตลาดส่งออกอื่นมาทดแทน โดยสภาอุตสาหกรรมมั่นใจว่าทำได้แน่นอน
นายนาวา ยังได้ฝากถีงภาครัฐด้วยว่า อย่ามองเฉพาะแค่เรื่องไทยกับอเมริกาเท่านั้น ต้องมองว่า ถ้าจีนและอินเดีย ถูกเรียกเก็บภาษีสูงเช่นกัน และส่งออกไปยังอเมริกาได้น้อยลง มีโอกาสที่สินค้าจะไหลท่วมเข้าประเทศไทย จะทำให้อุตสาหกรรมของอยู่รอดไม่ได้ หรือ ตาย
ดังนั้น สิ่งที่สมาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผลักดันมาตลอดและเป็นมติของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คือ ประเทศไทยต้องช่วยกันสร้างรั้วสูง กำแพงหนา ประตูเหล็ก ป้องกันสินค้าที่ทุ่มตลาดป้องกันสินค้าที่ได้รับการอุดหนุน และป้องกันสินค้าที่หลบเลี่ยงมาาตรการทางการค้าต่างๆ ที่จะไหลเข้าไทย
โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ที่ดำเนินอย่างถูกต้อง จะอยู่รอดไม่ได้ เพราะเพราะเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 7-8 ปีแล้ว กับนโยบายอเมริกา ทำให้สินค้าไหลมาอาเซียน แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากที่ผ่านมา นายกฯ ได้เรียกสภาอุตสาหกรรม ไปหารือเรื่องสินค้าสวมสิทธิ์ พร้อมกับได้มีการสั่งการว่าจะต้องมีมาตรการลงโทษ เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์เดือดร้อน
สุดท้ายสิ่งที่สภาอุตฯย้ำและได้เสนอต่อนายกฯไปแล้ว คือ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ รัฐบาลต้องดูแลอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ต้องโจทย์วิสัยทัศน์ของประเทศ เช่น ไบโอเทคโนโลยี สินค้าเกษตร และที่สำคัญอุตสาหกรรมด้้งเดิมที่มีอยู่อย่าปล่ยอให้ตายง่ายๆ ตายทันที
ขณเะเดียวกันในช่วงวิกฤติเช่นนี้ควรมีการส่งเสริม โลคัล คอนเทนต์ หรือ เมดอินไทยแลนด์ อยากให้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง โดยเฉพาะเน้นหน่วยงานภาครัฐ ที่กำลังจะใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท โดยอนุมัติไปแล้ว 1.15 แสนล้านบาท มุ่งเน้นการใช้สินค้า เมดอินไทยแลนด์ จะเป็นการช่วยต่ออายุคนในพื้นที่ อย่างชาวบ้านกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผลิตของชำร่วยส่งออก เป็นต้น