เอสซีจีพี มองบวกชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะดีขึ้น ลุ้นผลสรุปเจรจาภาษีสหรัฐ เดินหน้ารุกอาเซียนรับตลาดเติบโต จากกำลังซื้อ การบริโภคภายในประเทศที่ดี
วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจีพี (SCGP) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังของปีนี้ มองว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ถ้าการเจรจาเรื่องมาตรการภาษี (Reciprocal Tariff) กับทางสหรัฐฯ เป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเหลืออัตราภาษีในระดับ 15-20% เท่ากับประเทศอาเซียน จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้น
ในขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนเริ่มลดลงจากตัวเลขล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นจึงเชื่อว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือ จีดีพีจะยังเติบโตไม่ถึงกับติดลบ
ทั้งปีนี้บริษัทเองจึงไม่ได้ปรับเป้าหมายผลการดำเนินงานในปีนี้ และเชื่อว่าจะสามารถทำได้ใกล้เคียงตามเป้าหมาย แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางการค้าและความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยบริษัทเองจะแนวทางการดำเนินงานโดยเน้นกระแสเงินสด และปรับตัวอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันจะการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกด้วยขยายตลาดอาเซียน อย่าง ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
“อาเซียนยังแข็งแกร่ง จากการบริโภคภายในประเทศที่ดี และกลยุทธ์การกระจายการส่งออก โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่มีความได้เปรียบจากนโยบายภาษีที่เอื้อต่อการแข่งขัน ส่วนผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชา มีน้อยมากจากการปิดด้านการค้าชายแดน แต่ได้ปรับการขนส่งไปทางเรือแทนแล้ว ส่วนการลงทุนบริษัทไม่มีในกัมพูชา สถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่ากังวลและต้องติดตาม”
ในขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครึ่งปีหลัง คาดว่าอาเซียนจะมีความต้องการบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค จากการกระตุ้นเศรษฐกิจและคาดการณ์จีดีพีเติบโตสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงการเติมสต๊อกสินค้าในช่วงสิ้นปี
นายวิชาญ กล่าวว่า ทั้งปีนี้บริษัทวางงบลงทุนไว้ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามความเหมาะสม และอะไรที่ไม่จำเป็นจะขยับไปลงทุนในปีหน้า โดยครึ่งปีแรกลงทุนไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท และยังเหลืออีกประมาณ 3,000 ล้านบาท จะเน้นใช้สำหรับการขยายลงทุนกับพันธมิตร ซึ่งคาดว่าจะปิดดีลได้อีก 1 ราย เพื่อรองรับขยายการเติบโตในอินโดนีเซีย และเวียดนาม
ส่วนการลงทุนในสหรัฐฯยังอยู่ในแผน กำลังอยู่ระหว่างคุยกับทางพันธมิตร ซึ่งทุกอย่างจะดำเนินการถ้าเรื่องภาษีสหรัฐชัดเจน
สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 31,557 ล้านบาท ลดลง 2% มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 4,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% และกำไรสำหรับงวด 1,010 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568
ส่วนครึ่งปีแรกปี 2568 รายได้จากการขายรวม 63,766 ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายที่อ่อนตัวในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดในภูมิภาค