กรมชลสั่งทุกพื้นที่เตรียมพร้อมเครื่องจักร กำลังคน 24 ชม. วางแผนรับมือฝนระลอกใหม่ ใช้ทุ่งบางระกำเป็นพื้นที่หน่วงน้ำธรรมชาติ คาดพร้อมใช้งานกลางเดือนส.ค.
วันที่ 29 ก.ค.2568 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ตลอดจนสำนักงานชลประทานที่ 1 -17 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

จากการรายงานสถานการณ์น้ำพบว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 48,332 ล้าน ลบ.ม. หรือ 63% ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 28,171 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 15,940 ล้าน ลบ.ม. หรือ 64% ของความจุอ่างฯ และ สามารถรับน้ำได้อีก 8,931 ล้าน ลบ.ม.
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 30 ก.ค. – 3 ส.ค. 2568 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง จากนั้นจะมีปริมาณฝนเพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนใช้ “ทุ่งบางระกำ” เป็นพื้นที่หน่วงน้ำธรรมชาติ คาดว่าจะพร้อมใช้งานเต็มที่ภายหลังการเก็บเกี่ยวในช่วงกลางเดือนส.ค. โดยขอความร่วมมือเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ไม่ทำการเพาะปลูกซ้ำเนื่องจากอาจส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย พร้อมกำชับไปยังโครงการชลประทานทุกแห่งให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
นำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อท้ายเขื่อน เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนส.ค.-ต.ค. ที่สำคัญให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2568 อย่างเคร่งครัด
รวมทั้งตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชม. ให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้องสั่งการของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์