ติดล้อ โฮลดิ้งส์ เผยภาพรวมธุรกิจไตรมาส 2 ปี 2568 กำไร 1,304.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.5% จากปีก่อน และ 8.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่ในรอบไตรมาส ขณะที่รายได้รวม 5,755.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% ด้านสินเชื่อคุมหนี้เสีย ต่ำ 1.78%

วันที่ 7 ส.ค. 2568 น.ส.ชลธิชา ทองไทย ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Tidlor Holdings เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,304.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.5% จากปีก่อน และ 8.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่ในรอบไตรมาส โดยมีรายได้รวม 5,755.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากปีก่อนหน้า

สำหรับธุรกิจสินเชื่อยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มบริษัทมีพอร์ตสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 รวม 105,905.5 ล้านบาท เติบโต 2.8% จากปีที่แล้ว และ 1.1% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จำนวนลูกค้าสินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้น 9% จากปีที่แล้ว สูงกว่าอัตราเติบโตของพอร์ตสินเชื่อรวม สะท้อนถึงการขยายฐานลูกค้าอย่างมีคุณภาพ ภายใต้นโยบายการปล่อยสินเชื่อที่รอบคอบ

ขณะที่ยังคงสามารถควบคุมคุณภาพพอร์ตสินเชื่อได้ดี โดยมี อัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 1.78% ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากคุณภาพสินเชื่อปล่อยใหม่ที่ดีขึ้น จากนโยบายการอนุมัติสินเชื่อที่มีความระมัดระวังในช่วงที่ผ่านมา

รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรสาขาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมการติดตามหนี้ในเชิงรุก และการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ด้านต้นทุนความเสี่ยงของสินเชื่อที่ไม่ได้รับการชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย (Credit Cost) ปรับตัวลดลงเหลือเพียง 2.6% จากช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าอยู่ที่ 3.6% สำหรับอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (%NPL Coverage) ยังอยู่ในระดับสูง 262.4% เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงเป็นไปอย่างรอบคอบและเหมาะสม

ทั้งนี้ภาพรวมการเติบโตที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการใช้เทคโนโลยีด้านการเงินทั้ง “บัตรติดล้อ” และบริการ “โอนเงินสินเชื่อเข้าบัญชีผ่านแอปเงินติดล้อ” ที่ปัจจุบันมีลูกค้าใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในระยะยาวจะเป็นพื้นฐานสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วยให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจลดลงอีกด้วย

ด้านน.ส.อาฑิตยา พูนวัตถุ ผู้บริหารระดับสูงด้านธุรกิจประกันภัย เปิดเผยว่า ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจนายหน้าประกันภัยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีเบี้ยประกันวินาศภัยรวมอยู่ที่ 2,569.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% จากปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากการมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความต้องการลูกค้า ทั้งประกันที่คุ้มครองรถ คน และบ้าน พร้อมทางเลือกจากบริษัทประกันพันธมิตรชั้นนำมากมาย

รวมถึงการมีบริการจากช่องทางการให้บริการที่หลากหลายทั้งรูปแบบ Face to Face จากแบรนด์ ประกันติดโล่ (Shield Insurance) ผ่านสาขาเงินติดล้อมากกว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีนายหน้าประกัน (InsurTech Platform) ได้แก่ แบรนด์อารีเกเตอร์ (Areegator) และแบรนด์เฮ้ กู๊ดดี้ (heygoody.com) ที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญสนับสนุนให้ภาพรวมธุรกิจนายหน้าประกันของบริษัทฯ สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

ขณะที่นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวเพิ่มเติมว่าการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมาของ Tidlor Holdings และกลุ่มบริษัท ยังคงยึดมั่นแนวทางสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจนายหน้าประกัน โดยที่ผ่านมาหลังจากบริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันในปี 2559 สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องเฉลี่ยมากกว่า 40% ต่อปี

โดยเป็นการเติบโตเฉลี่ยเมื่อเทียบกับธุรกิจสินเชื่อมากกว่า 2 เท่า ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างสมดุลให้กับภาพรวมธุรกิจของ Tidlor Holdings และกลุ่มบริษัทได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ช่วงที่ผ่านมาหลังจากปรับโครงสร้างองค์กรเป็น Holding แล้ว บริษัทได้ปรับโครงสร้างทีมผู้บริหารระดับสูงเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจนายหน้าประกัน ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพตามเป้าหมายที่วางไว้อีกด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง ขณะที่ภาวะหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และพบว่าผู้ใช้สินเชื่อมีหนี้มากกว่า 1 บัญชีต่อคน จึงส่งผลกระทบถึงสภาพคล่องทางการเงิน เป็นแรงผลักดันให้ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทได้จัดทำโครงการรวมยอดหนี้ (Balance Transfer) ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้สินเชื่อรายย่อยที่มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ดี และปัจจุบันต้องผ่อนชำระหนี้หลากหลาย ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทอื่นๆ บัตรกดเงินสด หรือบัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งอาจกำลังแบกรับภาระหนี้ต่อเดือนที่สูงหรือหนักเกินไป

เพื่อเป็นทางออกช่วยให้สามารถแบ่งเบาภาระหนี้ต่อเดือนให้ลดลงได้ โดยขอสินเชื่อทะเบียนรถเก๋งและรถกระบะจากเงินติดล้อ เพื่อนำเงินที่ได้รับไปปิดหรือเคลียร์ยอดหนี้เดิมที่ต้องจ่ายหลากหลายที่ และรวมยอดหนี้ไว้กับเงินติดล้อ เพื่อช่วยให้ยอดชำระหนี้ต่อเดือนลดลง รวมถึงขยายระยะเวลาการผ่อนชำระให้นานขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ต่อเดือนที่หนักอึ้งของลูกค้าให้ลดลงได้ ซึ่งการรวมหนี้ไว้เพียงที่เดียวยังช่วยอำนวยความสะดวก ให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการหนี้และรักษาประวัติการชำระหนี้ของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้หลังจากเปิดให้บริการพบว่า ช่วยให้ลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดภาระหนี้ที่ต้องจ่ายรายเดือนลงได้เกินครึ่งเมื่อเทียบกับยอดหนี้เดิม นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถปิดหนี้เดิมของตัวเองได้เฉลี่ย 3 แห่ง และสูงสุดถึง 9 แห่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน