ไมเนอร์ ฟู้ด เดินหน้าแผน “Passion for Growth” เร่งขยายธุรกิจร้านอาหารทั่วโลกด้วยโมเดล Asset-Light เปิดรับมาสเตอร์แฟรนไชส์ ตั้งเป้ามี 4,500 สาขา ภายในปี 2572 พร้อมดันสัดส่วนร้านแฟรนไชส์แตะ 56% และผลักดันรายได้เติบโต 50% ภายใน 5 ปี
นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 30 แบรนด์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า ปี 2568 บริษัทวางกลยุทธ์ “Passion for Growth” เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้เป้าหมาย 5 ปี (2568-2572) มีจำนวนร้านอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งสิ้นกว่า 4,500 ร้าน ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ “ลดการถือครองสินทรัพย์” หรือ “Asset-Light” ผ่านการขายแฟรนไชส์ ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนกว่า 2,500 ร้าน หรือคิดเป็น 56% ของพอร์ตธุรกิจทั้งหมด
จากปัจจุบันที่มีร้านค้ากว่า 2,700 สาขา ใน 24 ประเทศ โดยเป็นร้านแฟรนไชส์ จำนวน 1,300 สาขา หรือคิดเป็น 48% และคาดว่าจะผลักดันรายได้เติบโตกว่า 50% ภายใน 5 ปี หรือเติบโตปีละกว่า 10% จากปี 2567 ซึ่งมียอดขายรวมที่ 50,000 ล้านบาท และรายได้ที่ 30,000 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมธุรกิจครึ่งปีแรกเติบโต 3%
“ไมเนอร์ฟู้ด มีธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในกัมพูชา 50-60 สาขา โดยบริหารผ่านแฟรนไชส์ ดังนนั้นจึงไม่กระทบกับบริษัท แต่อย่างไรก็ดีมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมีการขยายอย่างต่อเนื่อง” นายธันยเชษฐ์ กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจร้านอาหารของ ไมเนอร์ ฟู้ด จะมุ่งดำเนินงานผ่าน 3 แกนหลัก ประกอบด้วย 1.ขยายแบรนด์แฟรนไชส์ในประเทศไทยให้ครอบคลุมมากขึ้น ด้วยแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเช่น บอนชอน,แดรี่ควีน และ กาก้า เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั่วประเทศที่เพิ่มขึ้น
พร้อมพัฒนาร้านฟอร์แมทใหม่ เช่น แดรี่ควีน สแตนอะโลน โมดูลา สโตร์ ที่เปิดร่วมกับร้านสะดวกซื้อที่มีที่จอดรถ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบาย ใกล้กับที่อยู่อาศัย และมหาวิทยาลัยมากยิ่งขึ้น รองรับพฤติกรรมลูกค้าที่ชอบทานช่วงดึก (Late night) ซึ่งพบว่าสร้างยอดขายได้ 20% จากการทดลองเปิด และในปีนี้จะขยายเพิ่มเป็น 20 สาขา โดยเน้นกรุงเทพฯ และชานเมือง
ทั้งนี้ข้อดีของการทำโมดูลา สโตร์ หากทำเลไม่ใช่สามารถย้ายร้านได้ง่าย และลดความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์แม้เงินลงทุนสูงกว่า แต่ได้ยอดขายดีกว่า อีกทั้งยังเป็นโมเดลต้นแบบให้กับแดรี่ควีนซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่อเมริกา ขณะเดียวกันมีโอกาสที่บริษัทจะขยายรูปแบบนี้ไปยังแบรนด์อื่นๆ ในพอร์ตด้วย
นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างผ่านร้านนอกห้าง ในโมเดล รีจินัล แฟล็กชิพ สโตร์ เช่น การเปิดร้านเดอะ พิซซ่า คอมปะนี จ.แพร่ โดยมีเมนูซิกเนเจอร์เฉพาะ เช่นพิซซ่าหน้าไส้อั่ว รวมถึงยังมีร้านสเวนเซ่นส์ สาขาตลาดต้นตาล จ.ขอนแก่น และ สเวนเซ่นส์ บางแสน บีช จ.ชลบุรี ส่วนล่าสุดเตรียมเปิดร้านกาก้า หาดใหญ่ จ.สงขลา
2.การขยายสาขาในต่างประเทศ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ที่ไมเนอร์ ฟู้ด รุกขยายสาขา แดรี่ ควีน และ กาก้า รวมถึง ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ประเทศเพื่อนบ้าน CLMV ตลอดจนภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยแบรนด์หลัก เช่น เดอะ พิซซ่า คอมปะนี,สเวนเซ่นส์,ซิซซ์เล่อร์ และ เดอะ คอฟฟี่ คลับ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทมีธุรกิจคอฟฟี่คลับอยู่แล้ว และปีนี้จะมีแบรนด์เบนิฮานา สเต็กเฮ้าส์สไตล์ญี่ปุ่น เปิดเพิ่มขึ้น ส่วนอีกประเทศภายในปีนี้ จะมีในอินเดีย ทั้งร้านอาหาร และ ของหวาน
3.การพัฒนาและขยายแบรนด์ใหม่ ที่ตอบโจทย์เทรนด์อาหารที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านการพัฒนาเอง การร่วมลงทุนกับพันธมิตร รวมถึง การเข้าซื้อแบรนด์ที่มีศักยภาพ ตัวอย่างเช่น การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เดอะ สเต็ก แอนด์ มอร์ ที่ไมเนอร์ ฟู้ด พัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อมาตอบโจทย์ลูกค้าที่ชอบรับประทานสเต็กรสชาติเข้มข้น ในราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่าย ราคาเริ่มต้น 219 บาท ปัจจุบันมี 5 สาขา ส่วนกาก้า ซึ่งบริษัทซื้อกิจการมา โดยปีนี้มีแผนขยายสาขาในทุกช่องทางทั้งโมเดิร์นเทรด ช้อปปิ้งมอลล์ มิกซ์ยูส ออฟฟิศ และคอมมูนิตี้มอลล์ อีกทั้งยังมองหาพันธมิตรที่เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ด้วย
“จุดแข็งของไมเนอร์ มีซัพพลายเชน โดยทุกปีเรามีแผนเติบโตปีละ 2 หลัก ทั้งรายได้และกำไร แต่จากการเดินกลยุทธ์ Asset-Light ผ่านการขยายแฟรนไชส์ เชื่อมั่นการเติบโตของกำไรจะดีขึ้นกว่าการเติบโตของรายได้ อีกทั้งกลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับแบรนด์ในเครือสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกได้ แม้ยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดมีความท้าทาย แต่ก็มองเป็นโอกาส ถ้าเราแข็งแรงเราจะยังเติบโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้”นายธันยเชษฐ์ กล่าว