สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เสนอภาครัฐฟื้นเศรษฐกิจ จี้ทบทวนมาตรการแก้หนี้ หวังกนง.ลดดอกเบี้ยอีกรอบในปีนี้ ช่วยเศรษฐกิจไทยตื่นตัวขึ้น

วันที่ 16 สิงหาคม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงข้อเสนอต่อภาครัฐในการฟื้นเศรษฐกิจ ว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ลง 0.25% เหลือ 1.50% เป็นผลบวกกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงสถานการณ์เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และเหมาะสม

ประกอบกับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การจ้างงาน การบริโภคภายในประเทศ ลดต้นทุนภาระดอกเบี้ย ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SME รวมทั้งดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย โดย SME สนับสนุนและเห็นว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบหน้าถ้าสามารถลดลงได้อีก จะเป็นปัจจัยส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตื่นตัวยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ต้องร่วมมือกับรัฐบาลในการพิจารณาทบทวน ออกแบบกลไกมาตรการอื่นๆ ที่เป็นการมุ่งเป้าส่งผลกระทบในระดับสูงร่วมด้วยไปพร้อมกับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาทิ การทบทวน Net Interest Margin (NIM) ของสถาบันการเงินที่เป็นธรรมมากขึ้นกับเศรษฐกิจฐานราก

รวมทั้งมาตรการการกำกับให้สถาบันการเงินดำเนินการตาม กฎหมายและธรรมาภิบาล อาทิ การบังคับทำประกัน การผลัก SME ไปใช้สินเชื่อส่วนบุคคลแทนการใช้สินเชื่อธุรกิจที่มีอัตรา ดอกเบี้ยต่ำกว่าทั้งๆที่ SME สามารถใช้ได้ การคำนวณดอกเบี้ยปรับ และ Market Conduct เป็นต้น

กลไกแก้หนี้ทั้งระบบอย่าง ยั่งยืน (แท้จริง) ที่มีหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบมีอำนาจในการกำกับ ตรวจสอบ ติดตาม พร้อมกับผู้เจรจาไกล่เกลี่ยเป็นกลาง แบบเบ็ดเสร็จ เพื่อให้ SME ที่มีเจ้าหนี้หลายราย (ทั้งในระบบ-นอกระบบ) สามารถเจรจาได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรมทั้ง เจ้าหนี้และลูกหนี้พร้อมทั้งมาตรการการฟื้นฟู พัฒนา SME อย่างเป็นระบบ มีพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลือในการเริ่มต้นธุรกิจ ใหม่ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่และสร้างวินัยทางการเงินที่เข้มแข็งให้กับ SME

นอกจากนี้เกณฑ์การพิจารณาปล่อยสินเชื่อที่ยืดหยุ่น เพื่อช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐและ บสย. ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงแหล่งทุน ในระบบสถาบันการเงิน มาตรการเร่งด่วนที่ต้องอัดฉีดสภาพคล่อง สร้างกลไกส่งเสริมการปรับตัวของ SME เพื่อการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งกลุ่ม Start up, Strong SME, IDEs และ Turnaround ที่มีปัญหาการดำเนินธุรกิจด้วยมาตรการสินเชื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ SME ปลดล็อคสินเชื่อ Factoring ให้ SME ที่เป็น NPL และปรับโครงสร้างหนี้ได้เข้าถึงการใช้ประโยชน์เงินทุนหมุนเวียนต่อลมหายใจ ธุรกิจและจ้างงาน รวมทั้งเร่งส่งเสริมการจัดระดับ Credit Scoring กิจการนิติบุคคลทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการเข้าถึงแหล่งทุนให้ SME ได้รวดเร็ว สะดวกด้วยต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

อีกเรื่องคือการแก้ไขปัญหา Credit term ที่ SME เผชิญปัญหามาโดย ตลอด และหากขยายสินเชื่อ Factoring ไปสู่ Supply chain จะทำให้ SME มีขีดความสามารถทางการเงินเพิ่มขึ้นตั้งแต่การนำ ใบสั่งซื้อมาใช้ Factoring เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบ สินค้าต่างๆเพื่อมาประกอบธุรกิจ สภาพคล่องเพิ่มขึ้น ลดปัญหา Credit term กระแส เงินสดสำรองอีกด้วย

รวมทั้งการออกแบบมาตรการสถาบันการเงินของรัฐช่วยเหลือ SME Refinance ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) จากสินเชื่อดอกเบี้ยสูงของบางสถาบัน การเงินในระบบและจากนอกระบบให้เข้าสู่ระบบเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดภาระดอกเบี้ยพร้อม เสริมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอีกทางด้วย

จากข้อมูล บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หรือเครดิตบูโร ชัดเจนว่าหนี้เสีย (NPL) 8.9% มูลค่า 1.22 ล้านล้านบาท 40% เป็นผลพวงมาจากสถานการณ์โควิด-19 จำนวน 2.2 ล้านราย มูลค่าหนี้ 2 แสนล้านบาท และ 65% เป็นหนี้เสียที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ประมาณ 3.5 ล้านราย มูลค่าหนี้ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นรายย่อย สอดคล้องกับข้อมูล สสว. ไตรมาส 2/2568 ที่พบว่า SME ต้องการรูปแบบ ความช่วยเหลือด้านการเงินและภาระหนี้สินของธุรกิจถึง 95.7%

ทั้งมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน 32.2% มาตรการลดภาระหนี้สินและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการหนี้สิน 27.4% เสริมสร้างความรู้และทักษะการจัดการทางการเงิน และบัญชีรวมทั้งการวางแผนฟื้นฟูพัฒนาธุรกิจ 16% ลดความซับซ้อนขั้นตอนที่ยุ่งยากในการขอสินเชื่อ 15.6% และการ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ 5.7% และอื่นๆ 3.1%

ขณะที่อัตราการปล่อยสินเชื่อลดลง SME ขาดสภาพคล่อง เงินทุน หมุนเวียนธุรกิจ จากกราฟแสดงแนวโน้มการเข้าถึงสินเชื่อ SME ในระบบ พบว่ามีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกขนาดธุรกิจ ทั้งรายย่อย รายย่อมและรายกลาง โดย SME ที่ใช้สินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 23.0% และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ในระบบได้ดังเดิม ไหลลงสูงกลุ่ม SME ที่ใช้ทั้งในและนอกระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 45.9%

อีกทั้ง SME ที่ใช้นอกระบบสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียวยังมีสัดส่วนสูงถึง 31.1% สะท้อนภาพฉากทัศน์อนาคต SME ไทย หากยังไม่มีมาตรการที่ตอบโจทย์ แก้ไขปัญหาในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวร่วมกันให้ครบทุกมิติ มีโอกาสสูงที่จะเกิด หนี้นอกระบบขยายวงกว้างจนยากแก้ไข และกลายเป็นผลักผู้ประกอบการไปเข้าสู่เศรษฐกิจนอกระบบในที่สุด

“เอสเอ็มอีคาดหวังมากกว่าลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือการแก้ไขปัญหาหนี้ยั่งยืนทั้งระบบอย่างเป็น ระบบ ที่จะช่วยพาเอสเอ็มอี ถอดกับดักหนี้เรื้อรังก่อนสายเกินแก้ ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฐานรากไทยขยาย ความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงแหล่งทุน ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมและเพิ่มจำนวนกลุ่มเปราะบางในเศรษฐกิจและสังคมไทยอีกจำนวนมาก

ส่งผลกระทบกับการจ้างงานของเอสเอ็มอี เผชิญกับดักรายได้ต่ำและขีดความสามารถลดลง กำลังฉุดให้จีดีพีเอสเอ็มอีถดถอยอย่างหนัก ที่ต้องใช้เวลาฟื้นนานหลายปี ถึงเวลาต้องร่วมกันทำสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้ประเทศไทยดีขึ้น” นายแสงชัย กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน