คลัง เตรียมอัดแพ็กเกจกระตุ้น บริโภค-ท่องเที่ยว ปลายปี ลุ้นจีดีพีปีนี้โตเกิน 2%
ทั้งนี้รัฐบาลมีมาตรการภาษีรองรับอยู่แล้วเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงที่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โดยเฉพาะประเด็นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ซึ่งเป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยแรงงานจะได้รับประโยชน์ แต่ภาคเอกชนต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น
ที่ผ่านมา รัฐบาลเคยใช้กลไกทางภาษี เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อบรรเทาภาระของผู้ประกอบการ และในรอบนี้ก็จะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน หากมาตรการที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ กระทรวงการคลังพร้อมพิจารณามาตรการเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดสมดุล ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และยังคงเป็นประโยชน์ต่อแรงงาน
“ทุกมาตรการถือเป็นเรื่องเร่งด่วน รัฐบาลรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่ายและพร้อมดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายจุลพันธ์กล่าว
สำหรับเงินงบประมาณจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ที่ยังเหลือวงเงินอีกประมาณ 26,000 กว่าล้านบาท มีข้อเสนอมาจากสำนักงบประมาณ และมีวิธีการว่าจะดำเนินการอย่างไร นั้น นายจุลพันธ์ ระบุว่า ยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างไรก็ตาม คงไม่ได้เป็นลักษณะของโครงการ เนื่องจากคงเป็นไปได้ยากเพราะว่าไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้ทัน เพราะเหลือระยะเวลาอยู่เพียง 1 เดือนเท่านั้น โดยงบกลางไม่สามารถกันเหลื่อมไว้ในลักษณะดังกล่าวได้ ดังนั้นจะต้องดำเนินการผูกพันให้ทัน
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการรับมือผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หรือ “ภาษีทรัมป์” รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์กัมพูชา ว่า รัฐบาลได้เตรียมการรองรับอย่างรอบด้าน โดยธนาคารของรัฐอย่าง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะถูกใช้เป็นกลไกสำคัญในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) และมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ตามนโยบายกึ่งการคลังที่ ครม. อนุมัติ
“ธนาคารมีผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราพิเศษอยู่แล้ว แต่หากต้องมีการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การพักชำระดอกเบี้ยหรือปลอดต้น รัฐบาลต้องใช้นโยบายกึ่งการคลัง โดยให้ ครม. อนุมัติและส่งต่อให้ธนาคารของรัฐดำเนินการ ซึ่งทั้ง ธ.ก.ส. และเอสเอ็มอีดีแบงก์ก็พร้อมรองรับทันที” นายจุลพันธ์กล่าว
ทั้งนี้ 2 ธนาคารอยู่ระหว่างการประเมินจำนวนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ และเตรียมนำเสนอต่อบอร์ดเพื่อออกมาตรการเฉพาะ ขณะที่รัฐบาลยอมรับว่าปัจจุบันเศรษฐกิจชะลอตัว เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อยาก จึงจำเป็นต้องออกมาตรการเสริม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงธุรกิจเอสเอ็มอีกับภาคเกษตรเพื่อสร้างความยั่งยืน
สำหรับ แหล่งงบประมาณ ที่จะนำมาใช้บรรเทาผลกระทบ นายจุลพันธ์ยืนยันว่า รัฐบาลมีหลายช่องทาง ทั้งงบกลาง กองทุนเพิ่มขีดความสามารถ และกลไกทางกฎหมาย เช่น มาตรา 28 โดยไม่กังวลเรื่องการจัดหาเม็ดเงิน แต่สิ่งสำคัญคือต้องใช้เงินอย่างตรงจุดและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้ผ่านการพิจารณาของสภาฯ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันที่ 1 – 2 ก.ย. 2568 ส่วนวุฒิสภาจะพิจารณาเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับวุฒิสภาไม่สามารถควบคุมได้ แต่ยืนยันว่าจะผ่านการผ่านวุฒิสภาทัน 1 ต.ค. 2568 แน่นอน