ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ประเทศไทยต้องสั่นสะเทือนไปกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินใหญ่ของประเทศเมียนมา แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวแผ่กระจายมาถึงดินแดนไทยซึ่งไม่เพียงทำให้ตึกสูงโอนเอนและผู้คนตกใจเท่านั้น หากยังปลุกให้ทุกคนตระหนักถึงความเปราะบางของประเทศในการเผชิญหน้าและรับมือกับภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดาได้
ทว่าแผ่นดินไหวครั้งนั้นไม่ได้เป็นเหตุการณ์เดี่ยว ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 09.58 น. ของวันที่ 21 สิงหาคม 2568 แผ่นดินไหวขนาด 5.4 ที่ความลึก 10 กิโลเมตร เกิดขึ้นในทะเลนอกชายฝั่งตอนใต้ของเมียนมา ห่างจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประมาณ 200 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 500 กิโลเมตร แต่ด้วยความตื้นของจุดศูนย์กลาง คลื่นไหวสะเทือนจึงแผ่กระจายไปได้ไกลจนถึงภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่มีชั้นดินอ่อนรองรับ ทำให้รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ชัดเจนกว่าพื้นที่อื่น

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกายในทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่ยาวกว่า 1,200 กิโลเมตร พาดผ่านตั้งแต่ภาคเหนือของเมียนมาจนถึงทางใต้ และอยู่ระหว่างแผ่นเปลือกโลกอินเดียกับแผ่นยูเรเชีย การเคลื่อนตัวของธรณีแปรสภาพนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเมียนมาเท่านั้น หากยังสะเทือนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยด้วย
นอกจากแผ่นดินไหวแล้วประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากภัยธรรมชาติอื่นที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับอิทธิพลของพายุโซนร้อนกำลังแรง “วิภา” ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อแผ่นดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภัยธรรมชาติในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความซับซ้อนและไม่อาจคาดเดาได้มากขึ้น
ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้เอง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรธรณี จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารจัดการจากการมุ่งเน้นการรับมือเฉพาะหน้า ไปสู่การลดความเสี่ยงเชิงรุกในระดับพื้นที่ และได้จัดเสวนาจัดการความรู้ (KM Talk) ขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม 2568
ภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัสพลิกโฉมการบริหารจัดการธรณีพิบัติภัย นวัตกรรมเชิงนโยบาย เครื่องมือ กลไก และคน”

นายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ในฐานะประธานเปิดงาน ได้เริ่มต้นเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดินโคลนถล่มที่จังหวัดภูเก็ต
“ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราได้ประสบภัยพิบัติที่แปลกและรุนแรงหลายครั้ง เช่น การเกิดดินโคลนถล่มที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งแม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการเตือนภัยเรื่องฝนตก แต่ก็ยังเกิดดินโคลนถล่มที่มีผู้เสียชีวิตและบ้านเรือนเสียหาย เหตุการณ์นั้นทำให้ชาวบ้านวิตกกังวล และรัฐบาลเองก็เรียกกรมทรัพยากรธรณีไปสอบถามว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร”
เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้แผนที่เสี่ยงภัยที่กรมทรัพยากรธรณีที่พยายามนำเข้าคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2547 ในที่สุดก็ได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการออกแบบการป้องกัน การประเมินเหตุ และการแก้ไขหลังเกิดเหตุ
จากเหตุการณ์เหล่านี้ คณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดให้กรมทรัพยากรธรณีหาแนวทางในการป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยไม่ใช่แค่การแก้ไขผลที่เกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นการป้องกันเชิงรุกที่จะช่วยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ทันเวลา เมื่อทราบปัจจัยที่ทำให้เกิดดินโคลนถล่มแล้ว จะทำอย่างไรให้สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตอบสนองต่อความท้าทายนี้ กรมทรัพยากรธรณีได้ริเริ่มและผลักดันโครงการ “การจัดทำแนวทางมาตรการด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงธรณีพิบัติภัย” โดยอาศัยความร่วมมือจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โครงการนี้ได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นครบทั้ง 3 ระยะ และให้ผลลัพธ์เป็นองค์ความรู้เชิงนวัตกรรมที่สำคัญ 3 ส่วนหลัก

ส่วนแรกคือ แบบจำลองการประเมินความเสี่ยงและความพร้อมของชุมชน (HEVC-R Model) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยวิเคราะห์และประเมินระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งวัดความพร้อมของชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนที่สองคือ ชุดมาตรการที่มิใช่เชิงโครงสร้าง (Non-structural Measures Catalogue)
ซึ่งรวบรวมมาตรการต่างๆ ที่ไม่ต้องพึ่งพาการก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ แต่ใช้การจัดการเชิงนโยบาย การศึกษา และการสร้างจิตสำนึก และส่วนที่สามคือ กลไกการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม 3 ระยะ (3-Phase Governance Model) ที่เน้นการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการ การรับมือ และการฟื้นฟู
อธิบดีพิชิตเน้นย้ำว่า “เครื่องมือและกลไกเหล่านี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของกรมทรัพยากรธรณีในการสร้างชุมชนเข้มแข็งและปลอดภัย พร้อมเป็นสินทรัพย์ทางปัญญาที่สร้างประโยชน์สูงสุดต่อสังคมไทย” โดยการนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงจะเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยจากงานวิจัยบนหิ้งให้กลายเป็นเรื่องจับต้องได้และนำไปใช้ได้จริง
แนวทางการพลิกโฉมการบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยเน้นที่ “เครื่องมือ กลไก และคน” เครื่องมือคือเทคโนโลยี กลไกคือกระบวนการทำงาน และคนคือผู้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อธิบดีพิชิตกล่าวว่า หากจัดการทั้งสามด้านได้ดี จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว รู้สึกปลอดภัยและเข้าใจมาตรการต่างๆ อย่างชัดเจน

การเสวนาครั้งนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ได้แก่ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผศ.สุวิชชญา จันทรปิฎก จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช คุณธวัฒชัย ปาละคะมาน และคุณณัฐวัฒน์ จันทร์ศรีธาดา ในฐานะนักวิชาการอิสระ และ ดร.ปุณญาดา ไชยราช จากมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช กล่าวถึงความสำคัญของการเสวนาครั้งนี้ว่า “เป็นเวทีบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายภาคส่วน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านธรณีพิบัติภัยมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ทุกภาคส่วน การนำบทเรียนและประสบการณ์มาปรับใช้จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยของประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร ให้มีความพร้อมในการรับมือและสามารถก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยบุคลากรของกรมทรัพยากรธรณี นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา สื่อมวลชน ภาคีเครือข่าย และผู้สนใจทั่วไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในการรับมือกับภัยธรรมชาติ
การเสวนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกถึง “เส้นทางการเดินทาง” ขององค์ความรู้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครื่องมือและกลไก จนถึงการนำไปทดลองใช้จริงกับชุมชน ทั้งยังเป็นการเพิ่มพูนขีดความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลเพื่อรับมือกับธรณีพิบัติภัย และสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้หลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนไม่เพียงแต่จะเป็นการรับฟังเท่านั้น การเสวนายังเป็นเวทีสำหรับการรับฟังข้อเสนอในเชิงนโยบายและปฏิบัติเพื่อขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่นๆ โดยมุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจและแนวคิดใหม่ให้แก่ผู้เข้าร่วม เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่ของตนเอง

ความพยายามในการ “ถอดรหัส” องค์ความรู้เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย จากการรอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วค่อยแก้ไข ไปสู่การเตรียมความพร้อมและป้องกันเชิงรุก ด้วยการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ กลไกการทำงานที่เป็นระบบ และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่เกี่ยวข้องเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในวันเดียวกับการจัดเสวนา ณ เวลา 09.58 น. กลับกลายเป็นตัวอย่างที่เหมาะสมยิ่งของความจำเป็นในการมีระบบการจัดการที่ดี แม้แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นที่เมียนมา แต่ผลกระทบก็ส่งผ่านมายังไทย ทำให้ผู้คนในกรุงเทพมหานครรับรู้แรงสั่นสะเทือน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าภัยธรรมชาติไม่รู้จักพรมแดน และการเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่กรุงเทพมหานครซึ่งมีชั้นดินอ่อนรองรับสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าพื้นที่อื่น ยิ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความเปราะบางของเมืองใหญ่และความสำคัญของการมีระบบเตือนภัยและแผนรับมือที่มีประสิทธิภาพ การเสวนาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการ หากแต่เป็นการปฏิรูปแนวคิดในการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ ด้วยการนำเสนอแนวทางที่ครอบคลุมทั้งเครื่องมือ กลไก และการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้เกิดระบบการจัดการที่เข้มแข็งและยั่งยืน สามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต
ในขณะที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ การมีระบบการจัดการที่พร้อมรับมือและสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การเสวนาครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้อย่างมั่นคงและยั่งยืน