ล่งใจเหมือนยกภูเขาออก จากอก หลังไทยปิดดีลอัตราภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับสหรัฐ ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตรา 19% มีผลตั้งแต่ 7 ส.ค.2568 เป็นต้นมา ต่ำกว่าครั้งแรกที่ไทยเจรจา ไม่สำเร็จถูกเก็บเต็มเพดานที่ 36%

อย่าเพิ่งชะล่าใจที่ไทยถูกเก็บภาษี 19% เท่ากับประเทศคู่แข่งทางการค้า อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชาและต่ำกว่าเวียดนามที่โดน 20% เพราะอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ด้วยข้อตกลงทางการค้าต่างๆ สินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐถูกเก็บภาษีในอัตราเฉลี่ยเพียง 2-3% เท่านั้น

เพราะฉะนั้นแม้ว่าไทยจะมีความได้เปรียบเวียดนามนิดหน่อย แต่อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นย่อม ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของหลายอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐ 10 อันดับแรก พบว่าไทยเสียเปรียบคู่แข่งไม่มากนัก เนื่องจากมีอัตราภาษีใกล้เคียงกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และกัมพูชา

♦ผลกระทบทางตรง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้การส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบ 114,612 ล้านบาท โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และยางและผลิตภัณฑ์ยาง เนื่องจากมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐสูง และยังพึ่งพาตลาดสหรัฐค่อนข้างมาก ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) หดตัว 0.62% และในปี 2569 คาดว่าผลกระทบต่อการ ส่งออกจะรุนแรงขึ้น 275,069 ล้านบาท ทำให้จีดีพีหดตัวลง 1.48%

ด้าน เกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าอัตราภาษีที่สหรัฐเรียกเก็บไทย 19% เป็นระดับต่ำสุดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกันเป็นระดับที่ยอมรับได้ โดยรวมสินค้าไทยยังแข่งขันได้ดี

ส่วนเรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ขณะนี้เอฟดีไอนิ่งมากจึงไม่ห่วงเรื่องการย้ายฐานการผลิตออกไป อย่างไรก็ตามต้องดูกันต่อไปในระยะยาว ยกเว้นสินค้ากลุ่มที่มีอัตรากำไร (margin) หรือส่วนต่างระหว่างรายได้และต้นทุนต่ำไม่ถึง 10% เมื่อถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 19% จำเป็นต้องลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และร่วมเจรจากับคู่ค้าเพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระไป ยังผู้บริโภค

ไม่เช่นนั้นหากสินค้าที่ไทยส่งออก ต้องกำหนดราคาขายแพงขึ้นกว่าคู่แข่งประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันและส่งไปขายในสหรัฐเหมือนกัน สุดท้ายประเทศคู่ค้าของไทยก็จะหันไปซื้อสินค้าประเทศอื่นแทน

♦ผลกระทบทางอ้อม

สินค้าที่มีส่วนประกอบจากจีน (หลังจีนปิดดีลถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษี 51%) จะหาทางเลี่ยงภาษีด้วยการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สามส่งต่อไปยังสหรัฐ ทั้งอาเซียน ตะวันออกกลางและแอฟริกาแทน โดยเฉพาะไทยจะเป็นเป้าหมายสำคัญ เสี่ยงที่ไทยอาจถูกมองว่าเป็นช่องทางสวมสิทธิ์และมีโอกาสจะถูกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ในอัตราสูงถึง 40% 50% หรือ 60% ยังไม่เป็นที่แน่ชัด

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่าในช่วงปี 2568-2571 พบว่าหากสหรัฐไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน 30% ไทยนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มจาก 83,467 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 105,632 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หากกรณีที่สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน 30% ไทยนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มจาก 2,052 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2,597 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทำให้ไทยนำเข้าสินค้าจีนรวมทั้ง 2 กรณีเพิ่มจาก 85,520 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 108,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มจาก 46,660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 63,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมสินค้าจีนทะลักเข้ามาในไทยมูลค่า 69,781-88,298 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้สำหรับโทรคมนาคมและอุปกรณ์เครือข่าย รถยนต์ (สำเร็จรูป/ชิ้นส่วน) คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เป็นต้น

ดังนั้น ไทยต้องหารือทำความเข้าใจในกติกา กับสหรัฐให้ชัดเจน ผลักดันเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และมาตรการการกำหนดสัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในภูมิภาค (Regional Value Content : RVC) ให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์สูงสุด สามารถปรับตัวได้โดยไม่เกิดผลกระทบที่รุนแรง

♦ผลกระทบสองเด้ง

ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องวางแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิต โดยการเพิ่มสัดส่วนซัพพลายเชนที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบของไทย (Local Content) ให้มากขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาและแลกมาด้วยการเปิดเสรีภาษีให้สินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐนับหมื่นรายการในอัตรา 0% โดยเฉพาะสินค้าเกษตรทำให้มีผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบเป็นเด้งที่สอง

เป็นที่มาให้รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ระยะที่ 2 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้พร้อมรับมือการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น จาก ผลพวงของภาษีสหรัฐ

โดยส่วนหนึ่งได้มีการจัดสรรวงเงิน 10,000 ล้านบาท ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดำเนินการผ่าน “กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” สำหรับดูแล ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบที่ต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน/เครื่องจักร รวมถึงนำไปใช้จ่ายในการลงทุน วิจัย/พัฒนา ส่งเสริมนวัตกรรม พัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านให้สามารถแข่งขันได้

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไขพ.ร.บ. กองทุน เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ เช่น อุตสาหกรรมเป้าหมายแบบใดที่มีผลกระทบแค่ไหนจะได้รับการช่วยเหลือ และเดิมเคยกำหนดให้เงินเฉพาะบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย ก็จะเปิดกว้างให้บริษัทที่มี ต่างชาติถือหุ้นอยู่ด้วยอย่างไร

นอกจากนี้การใช้กลไกกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ มีภารกิจในการสนับสนุนเงินทุน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า การปรับเงื่อนไขสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) 200,000 ล้านบาท และการค้ำประกันสินเชื่อต่างๆ ก็ต้องดูให้ใช้ได้ในทางปฏิบัติให้ ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินได้จริง

“กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อจัดทำข้อมูลผลกระทบออกมาให้ชัดเจนว่า ถ้าสหรัฐกำหนดเงื่อนไข RVC อยู่ที่ 40% หรือ 50% จะกระทบอุตสาหกรรมไหนบ้าง อย่างไร แค่ไหนเป็นรายอุตสาหกรรม”

งานนี้ใครจะได้มากกว่าเสีย-ใครจะเสียมากกว่าได้ แต่ไทยจะอยู่แบบเดิมที่เคยชินคงไม่ได้ ต้องปรับตัวและก้าวทันยุคการค้าใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นี่คือสัญญาณเตือนว่าจากนี้ไปการค้า การลงทุน เทคโนโลยีของโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน