GCAP GOLD ชี้ Gold Spot อาจขึ้นไปถึง 3,700 ดอลลาร์/ออนซ์ หากบาทยังอยู่แถว 32.20 บ. ทองไทยมีโอกาสขยับแตะ 55,000–56,000 บาท แนะนักลงทุนรอจังหวะย่อตัวก่อนทยอยสะสม

วันที่ 3 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวราคาทองคำ ตามประกาศของ สมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 3 ก.ย. 2568 เปิดราคาครั้งที่ 1 ปรับขึ้นทันทีบาทละ 800 บาท ทำให้ราคาทองคำแท่ง 96.5 มีราคาขายออกที่บาทละ 54,100 บาท รับซื้อที่ 54,000 บาท ส่วนทองรูปพรรณ ขายออกที่ 54,900 บาท และรับซื้อที่ 52,923.56 บาท โดยระหว่างวันราคาทองไทยมีการปรับเปลี่ยนทั้งหมด 8 ครั้ง ก่อนจะมาปิดที่ ทองคำแท่งขายออกบาทละ 54,050 บาท รับซื้อ 53,950 บาท ทองรูปพรรณ ขายออกที่ 54,850 บาท และ รับซื้อที่ 52,878 บาท

อย่างไรก็ดีแม้ราคาทองคำในประเทศจะปรับขึ้นแรง แต่ยังไม่แตะจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ที่ระดับ 54,800 บาท เมื่อช่วงกลางเดือนเม.ย. 2568 ในขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลก GOLD SPOT เปิดการซื้อขายเช้านี้ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 3,547 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์แล้ว

โดยน.ส.อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ผู้นำเข้าส่งออกทองคำแท่งเบอร์ต้นของไทย เปิดเผยว่าราคาทองคำ Gold Spot ได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time high) ที่ 3,547 เหรียญ/ออนซ์ ในช่วงเช้า ซึ่งมีปัจจัยหลักที่หนุนให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น คือ ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย.นี้ 0.25% ซึ่งความคาดหวังเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด มีการพูดกันมาตั้งแต่ต้นปี โดยคาดการณ์ว่าจะลดครั้งแรกในช่วงเดือนมี.ค. แต่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากมีประเด็นเรื่องภาษีทรัมป์ยังไม่มีความชัดเจน และอัตราเงินเฟ้อยังไม่ได้รับผลกระทบ

จนล่าสุดในเดือนส.ค.ตลาดเริ่มแสดงถึงความอ่อนแอออกมา โดยเฉพาะตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขการจ้างงานออกมาติดลบ ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังไม่สูงเกินเป้าหมายที่เฟดกำหนดไว้ ทำให้ตลาดมองว่า เฟดอาจไม่สามารถยื้อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกต่อไป จึงเป็นที่มาของการมองว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย.นี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของปีนี้ และเหมือนว่าอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มเข้าสู่วงจรขาลงอีกครั้ง และในเดือนพ.ย. หรือ ธ.ค.ปีนี้ คาดว่าเฟดน่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง

อย่างไรก็ดี ทิศทางราคาทองคำในประเทศยังมองว่ามีโอกาสที่ในปีนี้จะปรับขี้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ แต่จากปัจจัยเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้กดดันราคาทองคำในประเทศขณะนี้ ไม่สามารถขี้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ โดยจะเห็นได้ว่าในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 33 บาท เทียบกับปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.20-32.30 บาท ซี่งส่วนต่างเกือบ 1 บาท ดังนั้นเทียบราคาทองไทยกับราคา Gold Spot ต่างกันเกือบ 1,000 บาท

น.ส.อารีรัตน์ ยังได้ให้เป้าหมายราคา Gold Spot ในการขึ้นรอบนี้ที่ 3,650-3,700 เหรียญ/ออนซ์ ภายในช่วง 2-3 เดือนนี้ หรือไม่เกินสิ้นปีนี้ และหากค่าเงินบาทยังอยู่ในระดับ 32.20 บาท ประเมินว่าราคาทองในประเทศจะอยู่แถวๆ 55,000-56,000 บาท/บาททองคำ

คำแนะนำสำหรับนักลงทุน โดยที่ผ่านมา GCAP GOLD ได้แนะนำให้นักลงทุนทยอยเข้าซื้อสะสมในช่วงที่ราคาทองในประเทศอยู่ที่บาทละ 50,000-51,000 บาท อย่างไรก็ดีจังหวะที่ให้เข้าซื้อรอบใหม่รอให้ Gold Spot แตะบริเวณ 3,580-3,600 เหรียญ/ออนซ์ และจะมีจังหวะราคาย่อลงมาสามารถทยอยซื้อสะสมได้ ส่วนราคาทองไทยรอจังหวะเข้าซื้อบริเวณ 52,500-53,000 บาท โดยเป็นการเข้าลงทุนเพื่อทำกำไรระยะสั้นได้

“ยิ่งสถานการณ์การเมืองไทยยังเปราะบาง รัฐบาลมีความไม่แน่นอน จะยิ่งทำให้เงินบาทอ่อน ทองคำในประเทศจะยิ่งแพง ดังนั้นจึงมองว่าถ้าราคา Gold Spot ย่อลงมา ราคาทองไทยอาจจะปรับลงไปได้แค่ 51,500-52,000 บาท ซึ่งก็ยังเป็นระดับราคาที่น่าซื้อเก็บ”

น.ส.อารีรัตน์ กล่าวพร้อมให้คำแนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ไม่ควรไล่ราคาซื้อในช่วงที่ราคาทองคำทำ All-time high แม้ว่าจะเป็นช่วงขาขึ้น แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อใดที่นักลงทุนจะพอใจกับกำไรและเริ่มขายทำกำไรออกมา ซึ่งอาจทำให้ราคาย่อตัวลงมาได้ ดังนั้นให้รอจังหวะที่ราคาย่อตัวลงมาก่อน เนื่องจากทองคำที่ขึ้นมามักจะมีจังหวะในการย่อตัวลงเล็กน้อยเสมอ แนะนำให้รอจังหวะที่ราคาทองคำย่อตัวลงมาก่อน แล้วค่อยเข้าลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเข้าซื้อที่ราคาเหมาะสมยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน