ศุภชัย ชี้ ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ พลิกโฉมเศรษฐกิจใน 6 ด้าน หรือที่เรียกว่า 6T รับมือ 3 เมกะเทรนด์โลก สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน
วันที่ 8 กันยายน 2568 นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมเป็นวิทยากรรับเชิญพิเศษ ใน งานสัมมนาประจำปี ในหัวข้อ TRANSFORMING THAILAND ปรับโฉมไทย สู่อนาคตและความยั่งยืน เนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 ของสถานีโทรทัศน์ TNN จัดโดย บริษัท ไทยนิวส์เน็ตเวิร์ค (TNN) จำกัด ณ ห้องแกรนด์ ฮอลล์ ชั้น 3 ทรูดิจิทัล พาร์ค ฝั่งตะวันตก
นายศุภชัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ สู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (Transformation) ท่ามกลาง 3 เมกะเทรนด์ของโลกที่กำลังเป็นความท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสในการพลิกโฉมประเทศ โดย 3 ประเด็นหลักที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลก ได้แก่ ดิจิทัลไล่เซชัน (Digitalization) การเมืองโลกและเศรษฐกิจโลก (Deglobalization) และการลดคาร์บอน (Decarbonization)
ในด้านดิจิทัลไล่เซชัน และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากประเทศไทยปรับตัวไม่ทันจะไม่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของเทคโนโลยี AI และ Large Language Model (LLM) ที่ทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจใหม่ และเป็นตัวเร่งให้เกิดความเสมอภาค (Equality) อย่างแท้จริง เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ได้
สำหรับด้านการเมืองโลก หรือ Deglobalization และ Geopolitics ขณะนี้ โลกกำลังเข้าสู่การเกิดการแบ่งโลกหลายขั้วทางเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งที่เกิดขึ้น สร้างความไม่แน่นอนและขาดเสถียรภาพทางการเมืองโลก ดังนั้น ประเทศไทยต้องปรับตัวให้สามารถรักษาความเป็นกลางและสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค โดยมีบทบาทสำคัญในการประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงเศรษฐกิจ
นายศุภชัย กล่าวว่า ด้านการลดคาร์บอน หรือ Decarbonization ปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและระบบนิเวศ การปรับตัวเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจึงเป็นสิ่งจำเป็น และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทระดับโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในประเทศต่างๆ
นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในเรื่องภัยน้ำท่วม ฝุ่นละออง และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การลงทุนเชิงโครงสร้างเช่นชลประทานและโครงการน้ำครบวงจร จะช่วยเพิ่มผลผลิตภาคเกษตรและสร้างความมั่นคงทางอาหาร
นายศุภชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความท้าทายในเรื่อง ความเหลื่อมล้ำ หรือ Equality ดังนั้น 4 เรื่องสำคัญสำหรับการสร้างความเสมอภาคและ โอกาสทางเศรษฐกิจ ดังนี้
1.การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีมาตรฐานเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในเมืองหรือชนบท เพราะการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นพื้นฐานในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเทียบเท่าสากล
2.การเข้าถึงแหล่งทุน กลุ่มที่ไม่มีบัญชีธนาคาร (Underbanked) หรือเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Underserved) มีสัดส่วนสูงถึง 70% ของประเทศ ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจนอกระบบ ดังนั้นการสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใสและทุกคนเข้าถึงแหล่งทุนได้จะช่วยยกระดับประเทศอย่างมหาศาล
3.การเข้าถึงเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่จะช่วยให้การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่
4.การเข้าถึงระบบประกัน ทุกคนควรมีหลักประกันชีวิต สุขภาพ และอุบัติเหตุ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและสังคม
“มองว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการพลิกโฉมเศรษฐกิจใน 6 ด้าน หรือที่เรียกว่า “6T” ได้แก่ 1. Tourism and Soft Power โดยภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย โดย Soft Power เป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ควรใช้สื่อหลักอย่างโทรทัศน์ในช่วงเวลาไพรม์ไทม์เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ดีงามให้คนในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และสินค้าไทยโดยรวม
2. Farm to Table ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านการเกษตร อาหาร และสุขภาพ ควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการชลประทานอย่างทั่วถึง เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งส่งเสริมระบบสหกรณ์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Foodtech) เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก
3. Trade and Logistic ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคได้ ด้วยการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การเชื่อมภาคเหนือกับจีน ภาคตะวันตกกับมหาสมุทรอินเดีย และการเชื่อมต่อภาคใต้กับมาเลเซีย รวมถึงการสร้าง Land Bridge เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งทางเลือกจากช่องแคบมะละกา ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก
4. Tech Hub ประเทศไทยมีโอกาสในการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเป็นฐานที่ตั้งของ Data Center ขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีคลาวด์และ AI ในประเทศ อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ (Robotics) รวมถึงการสร้าง Digital ID ให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อสร้างความโปร่งใสและยกระดับเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้าสู่ระบบ
5. Transformation of SMEs รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกิดสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี (Tech Startup) ในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถให้เข้ามาทำงานในประเทศ
และ 6. Talent การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ต้องดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานในไทย และสร้างบุคลากรที่มีความสามารถให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต”
นายศุภชัย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกว่ามีการเติบโตที่ชะลอตัวลง รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์โดย IMF ว่าจะเติบโตเพียง 2% และอาจลดลงเหลือ 1.7% ในปี 2569 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ ตนยังมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโต และกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคให้ได้ เพื่อที่จะมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกต่อไป