ครม.ไฟเขียว ปรับกรอบสัดส่วนภาระหนี้รัฐต่อรายได้เพิ่มเป็น 50% เสี่ยงกระทบลงทุน
น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบการทบทวนสัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ที่ใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 โดยขยายกรอบสัดส่วนจากเดิมที่ไม่เกิน 35% เป็นไม่เกิน 50% ให้สอดคล้องกับประมาณการแผนการคลังระยะปานกลางในปีงบประมาณ 2569-2572 ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐเสนอว่า สัดส่วนดังกล่าวจะเกินกรอบที่ 35% ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป
ดังนั้น รัฐบาลจึงพิจารณาดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาระดับความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตควบคู่ด้วย เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ การก่อหนี้เพิ่มเติมเท่าที่จำเป็น และการจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไว้ที่กรอบเดิม คือ ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี เพื่อควบคุมระดับหนี้ไม่ให้สูงจนเกินควร และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินนโยบายการคลังที่จำเป็นต่อการพัฒนาและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด ณ สิ้นเดือนก.ย.2567 อยู่ที่ 1.05% ยังอยู่ภายใต้กรอบสัดส่วนปัจจุบันที่กำหนด ต้องไม่เกิน 10% และสัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ ณ สิ้นเดือนก.ย.2567 อยู่ที่ 0.05% ยังอยู่ภายใต้กรอบสัดส่วนปัจจุบันที่กำหนดต้องไม่เกิน 5% โดยยังสามารถรองรับการกู้เงินต่างประเทศ หากมีความจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกู้เงินต่างประเทศมากเกินควร
อย่างไรก็ตาม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นว่า ปรับกรอบสัดส่วนดังกล่าว ควรเป็นการปรับกรอบเป็นการชั่วคราว โดยภาครัฐควรมีเป้าหมายและแนวทางการเร่งรัดการเพิ่มศักยภาพทางการคลัง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญต่อการลดขนาดการขาดดุลงบประมาณ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ
ทั้งนี้ เนื่องจากกรอบสัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ เป็นกรอบวินัยการเงินและการคลัง เพื่อรักษาความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และควบคุมความเสี่ยงด้านการปรับโครงสร้างหนี้ การปรับกรอบสัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ จากเดิมไม่เกิน 35% เป็น 50% นั้น อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความน่าเชื่อถือของประเทศในภาพรวม ซึ่งยังคงมีแรงกดดันทางการคลังอยู่ในระดับสูงจากภาระหนี้ของรัฐบาลและหนี้รัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลรับภาระเพิ่มสูงขึ้น