ผู้ส่งออกไทยกระอัก บาทแข็งฉุดรายได้วูบ 5.88%-ชงรัฐออก 6 มาตรการ
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือ สภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า โดยภาพรวม เมื่อเงินบาทแข็งขึ้น เท่ากับผู้ส่งออกได้รับเงินบาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐน้อยลง และรายได้บาทลดลงหากราคาเป็น USD เท่าเดิม โดยผู้ส่งออกมี 3 ทางเลือกหลัก เมื่อเผชิญบาทแข็ง คือ1.เพิ่มราคา ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียส่วนแบ่งตลาด 2. รักษาราคา แต่กระทบต่อกำไรลดลง 3. ยกเลิกหรือเลื่อนคำสั่งซื้อ หากต้นทุนหรือกำไรไม่ไหว โดยส่งผลต่อเนื่องต่อธุรกิจ คือ กำไรสุทธิหดตัว การจ้างงานและการลงทุนชะลอ หรือบางกิจการอาจปิดตัว ขึ้นกับโครงสร้างต้นทุนและความยืดหยุ่นของราคาที่มีกำไรอยู่เดิม
สำหรับผลกระทบสำคัญต่อภาคส่งออก ประกอบด้วยรายได้และกำไรลดลง โดยสินค้าราคาเป็นเหรียญสหรัฐ( USD ) เมื่อแปลงเป็นบาท จะหายไปตามระดับการแข็งค่า กระทบกำไรทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีต้นทุนในประเทศสูงหรือไม่สามารถชดเชยด้วยการใช้ต้นทุนนำเข้าได้,การแข่งขันด้านราคาเสียเปรียบ โดย ผู้ส่งออกไทยอาจต้องรักษาราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด
มีการชะลอการลงทุน-จ้างงาน ผลจากกำไรลดและความไม่แน่นอนทำให้ผู้ประกอบการระงับการลงทุน ขยายกำลังการผลิต หรือลดการจ้างงานชั่วคราวเพื่อประคองสภาพคล่อง,ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ซึ่งหากผู้ส่งออกปรับลดการสั่งซื้อ วัตถุดิบบ้านเราจะขายได้น้อยลง ผู้ผลิตวัตถุดิบในประเทศและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ก็ได้รับผลกระทบร่วมด้วย
เกิดความเสี่ยงต่อการชำระหนี้สกุลต่างประเทศ ซึ่งบริษัทที่มีหนี้บาทแต่รายได้เป็น USD เสียประโยชน์ แต่บริษัทที่มีหนี้ USD กรณีบาทแข็ง ช่วยลดต้นทุนหนี้ USD,กระทบหมวดสินค้าไม่เท่ากัน ซึ่งสินค้าวัตถุดิบหรือแรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ และกระทบมากกว่าสินค้าระดับเทคโนโลยีสูง หรือ มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ บางสินค้าเกษตรแปรรูป
” ยกตัวอย่างเชิงปริมาณ หากยอดขายเป็น USD เท่าเดิม การแข็งค่า 1 บาทลดยอดขายบาท เท่ากับ จำนวน USD 1 บาท ส่วน ผลกระทบต่อกำไร (%) ขึ้นกับสัดส่วนต้นทุนนำเข้า และ อัตรากำไรสุทธิเดิม อาทิ เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2 บาท จาก 34 เป็น 32 บาท ฉุดยอดขายลดลง 5.88% เป็นต้น ”
นายธนากร กล่าวต่อว่า สำหรับ มาตรการบรรเทาเชิงนโยบาย ที่ภาคเอกชนอยากเห็น คือ1.ส่งสัญญาณเชิงนโยบายการเงินหรือค่าเงินที่ชัดเจน เพื่อบรรเทาความผันผวนระยะสั้น (ไม่จำเป็นต้องเป็นคำสั่งผูกมัด แต่ให้ความมั่นใจต่อตลาด 2. สนับสนุนมาตรการบรรเทาแผนระยะสั้น เช่น เร่งคืน VAT ผู้ส่งออก ปรับเพดานสินเชื่อส่งออก ขยายวงเงินค้ำประกันการส่งออก (Export Credit)3. เสริมความสามารถการแข่งขันที่ไม่ใช่ราคา: เร่งส่งเสริมมาตรฐาน คุณภาพ แบรนด์ มูลค่าเพิ่ม และการเข้าถึงตลาดดิจิทัล
4.เร่งเจรจา FTA และแก้ NTBs เพื่อขยายช่องทางทางการตลาดและลดอุปสรรคเชิงภาษี/ไม่ใช่ภาษี5. มาตรการช่วย SME: สินเชื่อพิเศษชั่วคราว, คอร์สเร่งปรับตัว (ปรับโครงสร้างต้นทุน, ตลาด), ส่งเสริมการรวมกลุ่ม/การรวมอำนาจการซื้อวัตถุดิบและ6. พัฒนาประสิทธิภาพโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนที่เป็นเงินบาท (ลด lead time, ปรับ supply chain)
ส่วนมาตรการที่บริษัทผู้ส่งออก ควรทำทันทีคือใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางอัตราแลกเปลี่ยน (hedging, forward contracts) เพื่อล็อกอัตราส่วนหนึ่งของรายได้,ปรับราคาในตลาดต่างประเทศ (มาร์จิ้น vs ส่วนแบ่งตลาด) อย่างมีแบบแผน — เลือกสินค้าที่รักษามาร์จิ้นได้ vs สินค้าที่เน้นส่วนแบ่งตลาด,ปรับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบ หาที่มาท้องถิ่นหรือเจรจา supplier เพื่อ hedge cost,ปรับโครงสร้างต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ (lean manufacturing, ลด waste, ปรับ supply chain) และเร่งผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม ที่ไม่แพ้ด้วยราคา เช่น ออกแบบ บริการหลังการขาย แบรนด์ และ certification
“เงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าคู่แข่งขันประเทศอื่น หากยืดเยื้อจะกระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าที่แข่งด้วยราคา รัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกัน ทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อบรรเทาผลกระทบและยกระดับความสามารถการแข่งขันที่ยั่งยืน” นายธนากร กล่าว