ส.อ.ท. ชมว่าที่ ‘ทีมเศรษฐกิจ’ หน้าตาดี มีประสบการณ์ วอนดูแลค่าเงินบาทแข็งด่วน หวั่นผลกระทบลามท่องเที่ยว หนุน ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ล้วนได้ผู้บริหารที่มีฝีมือ ถือเป็นเรื่องดีที่ ซึ่งทุกคนผ่านประสบการณ์การทำงานแต่ละด้านมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ตอบรับเป็น รมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็น รมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็น รมว.พลังงาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็น รมว.ต่างประเทศ และนายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็นรมช.คลัง
ส่วนกระทรวงเศรษฐกิจที่เหลือ ส่วนตัวต้องการให้ นายอนุทิน ให้ความสำคัญเช่นกัน ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษกิจและสังคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อต้องทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกับคลัง พลังงาน และพาณิชย์
“ทั้ง 4 กระทรวงมีรัฐมนตรีมาจากพรรคร่วมรัฐบาล จึงอยากให้ นายอนุทิน สร้างกลไกที่ทำให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกกระทรวงทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต ต้องสร้างกลไกการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพให้ได้”
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ประกอบการส่งออกกำลังเผชิญสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าอย่างหนัก โดยตั้งแต่ต้นปีเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะแข็งค่าถึงระดับ 31.50 บาท เป็นเรื่องที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) มีความกังวลมาก จึงเตรียมนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และรัฐบาลทันทีหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่มีผลและเริ่มทำงาน เพื่อเร่งแก้ปัญหา
“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าไม่เพียงกระทบการส่งออก ยังกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว อาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหันไปเที่ยวประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งไทย เช่น เวียดนาม และประเทศที่ค่าเงินถูกกว่า โดยความผิดปกติหนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งเข้าไปดูแลและแก้ปัญหาคือ การส่งออกทองที่สูงมาก โดยเฉพาะการส่งออกทองไปกัมพูชาเพิ่มขึ้นผิดปกติ เรื่องนี้ต้องหาสาเหตุ เบื้องต้นอาจแยกดุลทองคำออกมา โดยจะหารือกับกระทรวงการการคลัง และธปท.เร็วๆ นี้”
ส่วนโครงการ “คนละครึ่ง” ถือเป็นโครงการที่ดีในช่วงระยะสั้น เป็นมาตรการหนึ่งในการเพิ่มกำลังซื้อด้วยการลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย เงินกระจายไปได้เร็ว กว้าง และลึก ซึ่งถือว่าเปนหัวใจสำคัญ เนื่องจากหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา แม้ว่าจะมีเม็ดเงินจริง แต่เป็นการกรจุกตัว ไม่กระจายตัว
นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยที่มีการเพิ่มวงเงินเป็น 200 บาท หรือขยายสิทธิให้กลุ่มผู้เสียภาษี 60:40 เพราะเหมาะสมตามสถานการณ์ และเป็นโครงการที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ทันที ไม่ต้องคิดใหม่ และมีข้อพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เป็นที่นิยม สิ่งที่สำคัญก็คือจะต้องแม่นยำ กระจายให้ทั่วถึง ให้ลึกที่สุด และถึงมือผู้บริโภค รวมถึงพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย เพราะวันนี้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ แต่คนที่ได้รับผลกะทบหนักที่สุดคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเปราะบางที่สุด
“เวลานี้ต้องเรียกว่าหากปล่อยระยะเวลาให้เนิ่นนานออกไป เอสเอ็มอีจะอยู่ไม่ได้ และจะล้มหายตายจากไป เพราะฉะนั้นวันนี้จึงต้องรีบเร่งให้เร็วที่สุด”