สภาทองคำโลก เผยปี 67 ไทยแห่ลงทุนทองคำแท่ง และเหรียญทองคำ ดันความต้องการพุ่งแตะ 49 ตัน ขึ้นแท่นอันดับ 7 ของโลก มอง แพลตฟอร์มดิจิทัล ออมทองคำ โดยเฉพาะ “เป๋าตัง” ทำให้เข้าถึงง่ายขึ้น ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่และนักลงทุนรายย่อย เป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนสำคัญ

นายเซาไก ฟาน หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก สภาทองคำโลก เปิดเผยว่าทิศทางทองคำยังคงได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะความต้องการบริโภคทองคำโดยรวมของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 37 ตันในปี 2564 เป็น 38 ตันในปี 2565 เพิ่มเป็น 43 ตันในปี 2566 และ 49 ตัน ในปี 2567 ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 7 ของโลกที่มีความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ด้วยราคาทองคำที่สูงในปี 2567 ทำให้ความต้องการเครื่องประดับลดลง ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับทั่วโลก

อย่างไรก็ดีจากรายงานล่าสุดในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ความต้องการทองคำเพื่อการบริโภคโดยรวมของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยรวมเพิ่มขึ้น 12 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ความต้องทองคำที่เป็นเครื่องประดับลดลง 20% เนื่องจากราคาทองคำมีราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้ผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ ในขณะที่นักลงทุนไทยมีการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อีกทั้งเมื่อเทียบความต้องการทองแท่งและเหรียญทองคำของไทยเมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าประเทศไทยยังเติบโตที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค มีแนวโน้มความต้องการทองคำที่ลดลง

จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทองคำยังเป็นทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่น และได้รับความนิยมในประเทศไทย เนื่องจากคนไทยมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวและเป็นเครื่องมือที่ดีในการป้องกันความเสี่ยงทางการเงินเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ

โดยเฉพาะมีการเติบโตของแพลตฟอร์มการออมทองคำแท่งดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันมือถือ อาทิ “เป๋าตัง” ก็มีส่วนทำให้ความต้องการทองคำแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้การลงทุนทองคำเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่และนักลงทุนรายย่อย และส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในวงกว้างมากขึ้น นับเป็นการบูรณาการทองคำเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยที่กำลังพัฒนาต่อไป

นายเซาไก ยังให้มุมมองและทิศทางทองในอนาคต ว่า ราคาทองคำยังคงเป็นแนวโน้มขาขึ้น แม้ว่าล่าสุดราคาทองคำโลกจะทะลุ 3,600 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ไปแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากทองคำยังคงเป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอน ทองคำยังมีคุณสมบัติอันโดดเด่น ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน

โดยผลสำรวจธนาคารกลางประจำปีของสภาทองคำโลก แสดงให้เห็นว่า 95% ของผู้จัดการทุนสำรองเชื่อว่าทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซี่งจะเห็นได้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงทยอยซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้จะในอัตราที่ช้าลง โดยเพิ่มขึ้น 166 ตันในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 และถึงแม้จะชะลอตัวลง การซื้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย

อย่างไรก็ดีนักลงทุนไทยจึงควรพิจารณาให้ทองคำเป็นสินทรัพย์หลักในการลงทุนเชิงกลยุทธ์ระยะยาวจนถึงปี 2569 เนื่องจากการปรับขึ้นของอัตราภาษี ภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ นโยบายการเงินของธนาคารกลางที่ยังไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

“ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกเริ่มเห็นความสำคัญในการลงทุนทองคำเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังเกิดการระบาดของโควิด ทำให้นักลงทุนมองเห็นถึงสถานการณ์ทั่วโลกที่มีหลายปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้ ไม่ว่าจะสถานการณ์การเมืองในประเทศท้่วโลก รวมถึงความเสี่ยงด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลต่อภาพรวมทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านการกำหนดนโยบายภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดทำให้ไม่สามารถคาดเดาทิศทางต่างๆ ได้เลย ที่สำคัญในการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 ก.ย.นี้ คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% จะส่งผลบวกต่อราคาทองคำ ดังนั้นจึงทำให้ทองคำเป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินที่ยังรงได้รับในระดับสากล และเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้สถานะทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่”นายเซาไก กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน