ผู้ว่าฯ ธปท. ทิ้งทวน ศึกษาแนวทางการเก็บภาษีซื้อขายทองร่วมกับสมาคมค้าทองคำ หลังบาทแข็ง 7% ยอมรับไม่สอดคล้องพื้นฐานเศรษฐกิจ
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการประชุมร่วมกับสมาคมผู้ค้าทองคำ เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2568 เพื่อร่วมกันหาแนวทางลดผลกระทบของการค้าทองคำที่มีต่อค่าเงินบาท โดย ธปท.ยอมรับว่าหนึ่งในแนวทางที่หยิบยกขึ้นมาหารือ คือการเก็บภาษีซื้อขายทองคำแท่ง รวมถึงการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลดผลกระทบที่จะมีต่อค่าเงินบาท
“การซื้อขายทองคำมีผลเกี่ยวเนื่องกับหลายภาคส่วน กระทบกับหลายคน หลายแวดวง การจะตัดสินใจในแนวทางใด จึงต้องหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบให้มีมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือ โดยหนึ่งในเรื่องที่คุยกัน คือเรื่องภาษี คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหามานานแล้ว ท้ายที่สุดจะออกมาแบบไหน ต้องเป็นมาตรการที่หารือร่วมกันแล้วเห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด“
ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนตั้งข้อสังเกตกรณีมีการส่งออกทองคำไปต่างประเทศจำนวนมาก มีส่วนทำให้เงินบาทแข็งค่า และกังวลว่าจะมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาหรือไม่นั้น นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ข้อมูลเบื้องต้นเป็นไปตามที่กรมศุลกากรชี้แจง แต่จะเชื่อมโยงธุรกิจสีเทาหรือไม่ ขณะนี้คงยังไม่สามารถตอบได้
”เราได้แสดงความเป็นห่วง และประสานงานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ให้ช่วยดูที่มาว่า เชื่อมโยงกับสิ่งที่ภาคเอกชนแสดงความเป็นกังวลหรือไม่”
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวยอมรับว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 7% เป็นการแข็งค่าขึ้นโดยไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจเท่าที่ควร และการที่เงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคนั้น ส่วนหนึ่งนอกจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าแล้วยังมาจากปัจจัยราคาทองคำที่มีความสัมพันธ์กับค่าเงินบาทมากกว่าสกุลเงินอื่น ทำให้เมื่อราคาทองงขึ้น เงินบาทจึงแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่น
“วันนี้เราเลยโดน 2 เด้ง ทั้งจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า จากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ย บวกกับปัจจัยราคาทองขึ้น คนไทยก็นำทองออกมาขาย เอาเงินดอลลาร์เข้ามา แล้วแลกเป็นบาท ทำให้เงินบาทแข็ง ซึ่ง ธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ฝ่ายนโยบายยังติดตามดูเรื่องนี้อยู่“
นายเศรษฐพุฒิ ยังกล่าวในโอกาสที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี วันที่ 30 ก.ย.2568 นี้ มีข้อความตอนหนึ่งว่า ล่าสุด เศรษฐกิจไทยยังพบกับความท้าทายเพิ่มเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ (US Tariffs) ซึ่งเป็น “พายุลูกใหญ่” ที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลก รวมทั้งกดดันภาคการผลิตและการส่งออกของไทยให้ต้องเร่งปรับตัว
ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ธปท. จึงปรับทิศทางนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (policy space) ไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต
เป้าหมายหลักของการทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้ง (ตั้งแต่ปลายปี 2567- เดือน ส.ค. 2568) สู่ระดับ 1.5% ในช่วงนี้ ไม่ใช่เพื่อ “กระตุ้น” เศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นการ “ผ่อนคลายภาวะการเงิน” และ “บรรเทาภาระ” ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง เพื่อเอื้อต่อการปรับตัวรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้
”การเดินทางตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สอนเราว่า การดูแลเศรษฐกิจของประเทศไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกการตัดสินใจล้วนมาจากการชั่งน้ำหนักปัจจัยรอบด้าน ภายใต้ข้อมูลที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น และต้องพร้อมเรียนรู้และปรับเปลี่ยนเสมอ ภารกิจของธนาคารกลางไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการทำงานหนักในวันนี้ เพื่อสร้างเสถียรภาพและรากฐานที่แข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสำหรับวันข้างหน้า“