ผู้ว่า ธปท. แนะรัฐปรับโครงสร้างศก. เพิ่มความสามารถแข่งขันเอกชน- เร่งกระจายรายได้
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า นโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อนต่อจากนี้ จะต้องเน้นสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับตัว เพิ่มผลิตภาพระยะยาว รวมถึงลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พยายามไม่สร้างปัญหาในด้านใดขึ้น เนื่องจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคเอกชนจะเป็นกลไกหลักในการสร้างพลวัตใหม่ เพราะรู้จุดของปัญหาที่มี และสิ่งที่ต้องการ โดยการดำเนินธุรกิจของรายใหญ่มองว่าควรมีบทบาทสนับสนุนเอสเอ็มอีและรายย่อยในการปรับตัวมากขึ้น สิ่งที่เน้นย้ำคือ การรักษาเสถียรภาพการคลังไว้ให้ได้ เพราะขณะนี้ฐานะทางการคลังของไทยลดลง หลังใช้กระสุนผ่านมาตรการต่างๆ ไปเยอะแล้ว ทำให้ต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น เพื่อดึงการคลังกลับมา แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นมาตรการใด
ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยเฉพาะการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ได้น้อยกว่าเพื่อนบ้าน โดยปี 2567 ไทยทำได้เพียง 0.77% ขณะที่อินโดนีเซีย อยู่ที่ 1.83% เวียดนาม 1.53% มาเลเซีย 1.18% ทำให้เราต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้ได้ เพราะหากแก้ไม่ได้ ก็จะไม่มีทางทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตมากกว่าเดิมได้ เพราะประเทศไทยยังเป็นแบบเดิม แม้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มในมาตรการต่างๆ แต่ก็เป็นบวกเพียงระยะสั้นเท่านั้น สุดท้ายแล้วเศรษฐกิจจะกลับมาโตที่เท่าเดิม
“สิ่งสำคัญในตอนนี้คือ การกระจายรายได้ให้กับประชาชน ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำเร็วที่สุด เพราะจากข้อมูลพบว่า ครัวเรือนมีกลุ่มคนรวยสุด 1% เท่านั้น ซึ่งมีจำนวน 240,000 ครัวเรือน ที่มีสินทรัพย์เทียบเท่า 13 ล้านครัวเรือนนับจากล่างสุดหรือเกือบครึ่งประเทศ จาก 24 ล้านครัวเรือนทั้งหมด และเป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้สะท้อนความเหลื่อมล้ำได้ทั้งหมด เพราะยังเก็บข้อมูลได้ไม่ครบด้วย ทำให้การกระจายรายได้มีความสำคัญ ดั่งภาพตัวอย่างที่เห็นในหลายประเทศ เกิดการประท้วงของประชาชนขึ้นอย่างรุนแรง แม้การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศเหล่านั้นไม่ได้แย่ แต่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ที่ไม่ได้ไปด้วยกันกับเศรษฐกิจ” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์ของธุรกิจเอสเอ็มอีตอนนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบอย่างต่อเนื่อง ไตรมาส 1/2568 ติดลบที่ 6.2% เทียบช่วงเดียวกันปี 2567 และเทรนด์ยังคงติดลบอย่างต่อเนื่อง เพราะความเสี่ยงในด้านหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ที่มากกว่าสินเชื่อทั่วไป ทำให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อยากกว่าปกติ ถือเป็นปัญหาโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อดูแลให้ธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่รอด พร้อมเดินหน้าต่อไป และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต