สมชัย ซีอีโอ AIS ชี้กลยุทธ์ AI Transformation “รวดเร็ว แม่นยำ ลึกซึ้ง” พร้อมเปิดทฤษฏีแบบโต๊ะหลายขา นำองค์กรฝ่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงใหม่ ฝากรัฐบาลสร้าง 3 รากฐานสำคัญ

วันที่ 23 กันยายน 2568 นายสมชัย” เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ AI for sustainability Nation งานสัมมนา PRACHACHAT ESG FORUM 2025 the TURNING POINT #ตีแตก sustainability จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ”

นายสมชัย กล่าวว่า เน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของพฤติกรรมและวิธีคิดของผู้คนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป คือ ยุค AI Transformation ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างความกังวลในเรื่องของคนมากที่สุด และ“พิมพ์เขียว” ของ AIS ในการทำ AI Transfomation เรียกว่า “โต๊ะหลายขา” ซึ่งเน้นย้ำว่าไม่จำเป็นต้องคิดพัฒนา AI ให้ยิ่งใหญ่ แต่ให้ชนะในโลกยุคต่อไป

นายสมชัย กล่าวเน้นย้ำถึงความน่ากังวลที่เกิดขึ้นหลัง AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนว่า AI ในปัจจุบันไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่คือบททดสอบทางเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ ซึ่งสร้างความกังวลแก่ผู้คนจำนวนมาก

“ด้วยข่าวการเลิกจ้างพนักงานในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Google แม้กระทั่งในประเทศไทยเองที่ธนาคารกสิกรไทยก็ออกมาเสนอให้เกษียณตอน 45 ปี อีกทั้งรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดการณ์ว่า AI อาจเข้ามาทดแทนตำแหน่งงานเดิมได้สูงถึง 40% อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าในมุมมองของ AIS คือ ความเหลื่อมล้ำของคนที่ใช้เอไอเป็นกับใช้เอไอไม่เป็น”

นายสมชัย อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในแต่ละครั้งมีการเปลี่ยนเจ้าโลกปฎิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1ขับเคลื่อนด้วย เครื่องจักรไอน้ำ และโรงงาน ผู้ชนะ คือ ผู้ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ดีที่สุด เช่น ชาติต่างๆ ในยุโรป

ครั้งที่ 2 ขับเคลื่อนด้วย ศาสตร์การจัดการและการตลาด ผู้ชนะ คือ ผู้ที่มีระบบบริหารจัดการองค์กรที่ดีที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 3 ขับเคลื่อนด้วย ดิจิทัลและแพลตฟอร์ม ผู้ชนะคือผู้ที่มีแพลตฟอร์มที่ดีที่สุด เช่น Alibaba หรือ Netflix ส่วนครั้งที่ 4 เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าขับเคลื่อนด้วยเอไอ ผู้ชนะยังไม่มีใครถูกตัดสินไม่มี “เจ้าโลก” ที่ชัดเจน

นายสมชัย กล่าวอีกว่า ได้จำแนก AI ออกเป็น 3 ระดับตามความซับซ้อน คือ 1. Narrow AI (AI เฉพาะทาง)เชี่ยวชาญในงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น แช็ตบอต หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด

“ความเสี่ยงหลัก คือ ขณะที่เรากำลังใช้ Narrow AI พวกแช็ตบ็อต ต่างๆ กันอย่างสนุกและสบาย เป็นการฆ่าความรู้ความสามารถของมนุษย์ลง ทำให้สกิลที่เคยแข็งแกร่งกลับอ่อนด้อยลง” เหมือนกับในยุคปัจจุบันที่เราไม่สามารถจดจำเบอร์โทรศัพท์ได้อีกต่อไป เพราะพึ่งพาโทรศัพท์มือถือมากเกินไป”

2.Artifacial General Intelligence (AGI) ที่มีความเก่งเท่ามนุษย์ สามารถทำงานได้หลากหลาย การพัฒนา AGI ก่อให้เกิดภาระด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างมหาศาล เนื่องจากต้องใช้พลังงาน และทรัพยากรน้ำจำนวนมากในการฝึกฝนโมเดล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือประเทศสิงคโปร์ต้องสั่งระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ เพราะกังวลว่าจะไม่มีพลังงานและน้ำเพียงพอ

3.Super AI มีสติปัญญาสูงกว่ามนุษย์อนาคตของ Super AI ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยแบ่งออกเป็นสองมุมมองที่แตกต่างกันสุดขั้ว มุมหนึ่งมองว่าจะเป็นโลกแห่งสวรรค์แบบยูโทเปีย ขณะที่อีกมุมงกังวลว่าจะนำไปสู่สังคมแบบ Winner-takes-all ที่ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นจะถ่างกว้างออกไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“สำหรับ AIS เองมีประสบการณ์จากการทำ Digital Transformation เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราพบว่า คน สำคัญที่สุดทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ ทำให้คนเข้าใจและปรับใช้ดิจิทัลในการทำงาน ในชีวิตได้เร็วและมากที่สุดจะอยู่รอดและชนะ

ซึ่งผมเห็นว่าต้องทำแค่ 3 อย่าง คือ การทำให้โปรดักส์และธุรกิจเป็นดิจิทัล การทำอินเทอร์เฟซที่สอดรับกันระหว่างโลกจริงและโลกดิจทัล และสุดท้ายคือการมีโมเดลธุรกิจที่สามารถสเกลไปได้ด้วยดิจิทัล ซึ่งตอนนี้มีหลักสูตรให้อบรมมากมาย ขณะที่ AI Transformation ยังไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไร” นายสมชัยกล่าว

นายสมชัย กล่าวยังถึง AI Transformation ที่กำลังจะเกิดและยังไม่มีใครรู้ว่ามันทำอย่างไรนี้มองว่ามีเป้าหมาย 3 อย่าง คือ เพื่อทำให้กระบวนการทำงาน เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และลึกซึ้งขึ้น เพื่อให้องค์กรหรือบุคคลได้เปรียบและอยู่รอดได้

“ซึ่งผมมี Approach ของ AIS ซึ่งไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อน คือ ไม่ต้องฝันถึงการพัฒนาเอไอให้ยิ่งใหญ่และซับซ้อนระดับ AGI หรือ Super AI ให้เน้นการใช้ Narrow AI (AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง) ก็พอ โดยผมเรียกว่าทฤษฎี “โต๊ะหลายขา”

ส่วนแรก คือ Human-in-the-Loop AI Training ให้แต่ละฝ่ายงาน เช่น การตลาด, กฎหมาย ฝึกฝน AI ด้วยข้อมูลและองค์ความรู้ของตนเอง ไม่ใช่ของ ChatGPT เพื่อสร้างเครื่องมือที่ทรงพลังให้พนักงาน เปรียบเอไอของแต่ละฝ่ายเหมือนขาโต๊ะที่แยกกัน นำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แนวทางนี้มีต้นทุนต่ำ ไม่กินพลังงาน ควบคุมง่าย และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาจริง

ส่วนที่สอง คือ AI in the Loop of Human Work กระบวนการนี้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าโต๊ะหรือท็อปโต๊ะข้างบนขาโต๊ะหลายๆ อัน เช่น พนักงานขาย หรือ Call Center ใช้ AI ที่ผ่านการฝึกฝนแล้วเป็นผู้ช่วยในการทำงาน เวลาเสนอขายแพ็กเกจก็จะวิ่งไปถาม เมื่อลูกค้าร้องขอข้อมูลหรือมีพฤติกรรมบางอย่าง ระบบ AI จะสามารถ วิ่งเข้าไปดูตาม ขาของโต๊ะนั้นๆ (ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่ฝ่าย Marketing เตรียม AI ไว้แล้ว หรือข้อมูลจากฝ่ายกฎหมายที่บอกข้อห้ามของโปรโมชั่น) เพื่อให้คำตอบที่รวดเร็วและแม่นยำ

“หลายองค์กรในไทยที่มีการลงทุนใน AI ไปมหาศาลก่อนหน้านี้ เริ่มเห็นแล้วว่าไม่จำเป็น มีการลดงบลงเอาเฉพาะเอไอยูสเคสที่ดี เฉพาะ AI ที่แก้ปัญหาให้องค์กรได้”

การอยู่รอดในยุค AI ยังต้องคำนึงถึงผู้คนระดับประเทศด้วย จะต้องมี 1. ความเท่าเทียม AI Inclusivity อยากให้ทุกบริษัทใช้ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้องออกแบบระบบให้ครอบคลุมถึงผู้มีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น คนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

2.การสร้างความตระหนักรู้ AI Literacy เป็นหัวใจสำคัญในการเตรียมความพร้อมของคนไทย ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลักคือ 1. เข้าใจ AI คืออะไร 2. ใช้งาน AI เป็น และ 3. ใช้งานอย่างรอบคอบและมีวิจารณญาณ

อีกส่วนที่พูดบ่อยครั้ง คือ ยุทธศาสตร์ AI for sustainability Nation จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากรากฐานของประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งประกอบด้วย พาย 3 ชิ้น หรือ 3P คือ 1.Profit 2.Planet ในเรื่องของพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจคำนึงอยู่แล้ว

ส่วนที่มองว่าสำคัญที่สุดคือ 3.People ต้องเตรียมคนของเราให้พร้อม ไม่ต้องถึงกับให้เหมือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ให้ประชาชนทุกคนใช้ AI ฟรี แต่ต้องเน้นย้ำเรื่องการตระหนักรู้และความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น

“ในการเริ่มต้นพัฒนาคน เริ่มได้เลย ทุกคนควรเริ่มสร้าง AI Literacy ให้กับตนเอง คือ ทำความเข้าใจ ฝึกใช้งาน และใช้ด้วยวิจารณญาณ”

นายสมชัย กล่าวว่า การจะสร้างยุทธศาสตร์เช่นนี้ได้ ไม่ใช่แค่ในส่วนของบริษัทหรือองค์กร แต่ผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย หรือ รัฐบาลผู้มีอำนาจต้องสร้างรากฐาน 3 ประการ คือ 1. สร้างการเมืองที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขวาฝ่ายซ้ายขอให้มั่นคง ประเทศต้องการรัฐบาลและระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่การเมืองที่ต้องลุ้นแบบวันต่อวัน เพื่อให้การวางนโยบายระยะยาวสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งจะนำไปสู่ 2. สังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ใครทำผิดต้องว่าไปตามผิด ไม่ใช่ผู้มีอำนาจสามารถเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้ สังคมที่เป็นธรรมจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเชื่อมั่น และ 3. สร้างเศรษฐกิจระบบใหม่ ต้องเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ไปสู่เศรษฐกิจที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ในการสร้างมูลค่าและแข่งขันกับนานาชาติได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน