แชร์แนวคิดของ AIS วงการแพทย์ และเจ้าของธุรกิจ ดึง AI ช่วยพัฒนาทักษะดิจิทัล การแพทย์ และบริหารธุรกิจ แนะสกิลใช้งานให้มีประสิทธิภาพ และอยู่กับมันอย่างไรให้ยั่งยืน
วันที่ 23 กันยายน 2568 งานสัมมนา PRACHACHAT ESG FORUM 2025 the TURNING POINT #ตีแตก sustainability จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ”
การสนทนาภายใต้หัวข้อ “Panel Discussion: อยู่กับ AI อย่างไรให้ยั่งยืน” โดย สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) กล่าวว่า ทักษะดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญ เอไอเอสเองได้ก้าวขึ้นมาทำ digital wellness โครงการที่เรียกว่า “AIS อุ่นใจไซเบอร์” โฟกัส 3 เรื่องด้วยกัน
1.พัฒนาหลักสูตรเพื่อ “ให้ความรู้” ตั้งแต่ปี 2562 ให้เข้ากับบริบทของคนไทย 2. วัดระดับทักษะดิจิทัลของคนไทย ป้องกันและแก้ไขด้วย Spam Report Center
“ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้วที่เราได้วัดทักษะดิจิทัลของคนไทย ผลสำรวจพบว่า กลุ่มที่เปราะบางและสุ่มเสี่ยงที่สุด คือ เด็กอายุ 10-15 ปี และ Sliver generation (60 ปีขึ้นไป) และกว่า 58% ไม่รู้ถึงสิทธิของตัวเองในการใช้ AI ยกตัวอย่างคอนเทนต์ AI ในปัจจุบัน ว่า ทุกวันนี้คลิปวิดีโอก็ไม่สามารถทราบได้ว่า มีที่มาจาก AI หรือไม่ แม้เราอยู่ในวงการที่ใช้ AI ก็ตาม”
ขณะที่ รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ รองคณบดีนวัตกรรมแนวบูรณาการและเทคโนโลยีดิจิทัล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผย แง่มุมของการใช้งาน AI ส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตของผู้ใช้งาน ว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าของ AI มีส่วนช่วยทางการแพทย์อย่างมาก อาทิ การเอกซ์เรย์ปอด อัลตราซาวด์ตับ หรือแม้แต่มะเร็งในลำไส้ ทั้งยังมีประสิทธิภาพจนปฎิเสธไม่ได้ว่า การที่เราต้องการความถูกต้องในการรักษาและลดความผิดพลาดนั้นต้องการ AI เข้ามาช่วย
แต่ในแง่ของสุขภาพจิต กรณีตัวอย่างที่มีคนฆ่าตัวตายจากการคุยแชตกับบอท ทำให้ทักษะสังคมของเด็กมีประสิทธิภาพน้อยลง และมีผลสำรวจว่า ภาวะทางจิตของคนไทยแย่ลงเรื่อย ๆ หลังโรคระบาดโควิด-19 เอไอก็ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงแพทย์ หรือจิตแพทย์ได้มากขึ้น ทำให้ เทรนด์การรักษาด้วย AI สูงขึ้น เพราะมันช่วยทั้งภาวะการนอนไม่หลับ ซึมเศร้า จากภาวะเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญ
ปัญหาสำคัญของโรคซึมเศร้าที่มี Gloden Minuteหรือ นาทีทอง จังหวะชีวิตที่มีความต้องการในการฆ่าตัวตายสูง ขณะที่กรมสุขภาพจิตที่มีสายด่วน 1323 รับสายไม่ทัน จึงได้มีการใช้เทคโนโลยีในการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะหนักที่สุดก่อน โดยใช้ชื่อว่า DMIND ในหมอพร้อม เริ่มต้นพูดคุยกับอวตาร เก็บข้อมูลสีหน้า คำพูด และน้ำเสียงมาประมวลผลว่าอยู่ในระดับไหน
ขณะเดียวกันหากไม่ได้อยู่ในระดับวิกฤตที่สายด่วนจะติดต่อกลับไปภายใน 24 ชม. ก็จะไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวเพื่อรักษาสิทธิของผู้ใช้งานด้วย ซึ่งที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิตก็สามารถช่วยเหลือได้แล้วกว่า 10,000 คน
ด้าน ดร.กฤษกา กฤตยากีรณ CEO & Co-Founder MuvMi เจ้าของธุรกิจแก้ปัญหาการจราจรในเมืองด้วยรถอีวี เล่าประสบการณ์การใช้ AI ช่วยจัดการกับธุรกิจนี้ ว่า สิ่งที่เรามี คือ การจัดระบบการเดินทาง ผู้ใช้งานกลุ่มไหนใช้เส้นทางใกล้เคียงกันก็ใช้ระบบจัดการให้ขึ้นรถคันเดียวกัน
ตอนนี้เราให้บริการมาแล้ว 20 ล้านคัน วันละ 30,000 คน กับจำนวนรถอีวีเพียง 800 คัน และยอมรับว่า ถ้าไม่ได้ AI ก็ไปไม่รอด เพราะคนที่ดูแลระบบเบื้องหลังมีเพียง 3 คน แต่ใช้ AI เข้ามาช่วยจัดทำระบบเส้นทาง การจัดการรถ และการเก็บสถิติ User Analysis ฟีดแบกการใช้งานของผู้ใช้เพื่อสามารถจัดโปรโมชั่นและปรับปรุงการทำงานของไรเดอร์ให้เข้าถึงและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการใช้ AI ช่วยด้าน Customer Service เพื่อกลั่นกรองอารมณ์และเน้นมองเห็นปัญหาให้ทีมงานได้เข้าไปแก้ไขได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยปรับปรุงด้านความปลอดภัยจากการใช้สถิติการใช้งานมาเทียบเคียงข้อมูลการขับรถของไดร์ฟเวอร์ตามคำรีวิว สถิติอุบัติเหตุ เพื่อให้มีการปรับปรุงการขับขี่ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ซึ่งนอกจากการใช้ AI เข้ามาช่วยด้านการรักษาและการทำธุรกิจแล้ว ด้านข้อดี-ข้อเสียของ AI ที่ต้องระวัง รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ ระบุว่า AI มีทั้งคุณและโทษ เราจึงต้องโฟกัสว่า เราจะใช้มันอย่างไรให้มันเก่งขึ้น แทนการเชื่อมั่นใน AI มากเกินไป ข้อแรก คือ ต้องค้านก่อน แล้วหาเหตุผลมาอ้างอิง ข้อสอง คือ ใช้ AI แล้วคิดต่อ และต้องมีเรื่องของ Critical Thinking และมีความมั่นใจ เราจะเป็นมนุษย์ที่ฉลาดกว่า และยังสู้กับ AI ได้อยู่
ด้าน ดร.กฤษกา เจ้าของธุรกิจที่ใช้เอไอดูแลทั้งระบบ กล่าวว่า เราต้อง concern การใช้งานอุปกรณ์ที่ทรงพลังนี้ เนื่องจากมีทั้งคุณและโทษ จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ใช้งาน เขายกตัวอย่างมูฟมี ว่า ธุรกิจของเราพยายามทำเป็นหยินหยาง แม้ว่าจะใช้เอไอในการเก็บข้อมูลมาออก แต่ก็จะมีคนเข้ามาใช้งานและตั้งคำถามกลับเสมอ ซึ่งหมายความว่า ให้มีมนุษย์อยู่ในกระบวนการใช้งานเอไอด้วย
ทั้งนี้ สายชล ทิ้งท้ายว่า การใช้งาน AI ทุกเจเนอเรชั่นจะต้องเรียนรู้ ทำงาน และอยู่กับมัน ฝึกฝนเพื่อมีทักษะดิจิทัล และที่สำคัญ ต้องมี Critical Thinking ใช้เอไอให้เป็นประโยชน์ ต้องรู้จักเถียง และวิพากษ์ นำมาสู่ AI Literacy ที่เอไอเอสพยายามพัฒนาส่วนต่อขยายหลักสูตรและจะเปิดตัวภายในสิ้นปีนี้