SCB EIC คงเป้าจีดีพีปี 2568 ที่ 1.8% มองครึ่งปีหลังโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% เสี่ยงถดถอยทางเทคนิค ขณะที่ปี 2569 คาดชะลอเหลือ 1.5% จับตาค่าเงินบาทแข็ง-บัณฑิตใหม่ว่างงานพุ่ง17% พร้อมฝากภารกิจ 3S รัฐบาลชั่วคราว

นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 เติบโต 1.8% และ ในปี 2569 ชะลอลงเหลือ 1.5% โดยช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% และยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค เนื่องจากแรงส่งหลักของเศรษฐกิจจะแผ่วลง ความท้าทายภายนอกและภายในจะมาพร้อมข้อจำกัดการคลังที่มากขึ้น

โดยเฉพาะปัจจัยการส่งออกที่จะชะลอลงอย่างชัดเจน หลังจากที่ได้เร่งตัวไปแล้วก่อนหน้าที่จะบังคับใช้ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขที่ออกมาในเดือนส.ค.ก็เริ่มมีสัญญาณชะลอแล้ว

ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากกว่าภูมิภาค โดยในปีนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบ 8% แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี เป็นการซ้ำเติมทั้งภาคส่งออก และท่องเที่ยวที่ในปีนี้ยังติดลบ ซึ่งค่าเงินบาทในระดับนี้ใกล้เคียงปี 2540 หรือวิกฤติต้มยำกุ้ง ดังนั้น ถือว่าความได้เปรียบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในภาคส่งออก-ท่องเที่ยวหมดไปแล้ว

โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อเงินบาทมีทั้งปัจจัยภายนอกอย่างเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่า รวมถึงปริมาณการซื้อขายทองคำที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งโจทย์ที่มีความท้าทาย

ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนแม้จะลดลงมาเล็กน้อยแต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เปราะบางยังส่งผลต่อภาคการบริโภคแผ่วลงต่อเนื่อง และภาคแรงงานที่ต้องติดตาม โดยอัตราการว่างงานของกลุ่มประกันสังคมเริ่มสูงกว่า 2% และมีแนวโน้มสูงขึ้น

ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ อัตราการว่างงานของกลุ่มนิสิตจบใหม่ระดับปริญญาตรีสูงถึงเกือบ 17-18% หากคนรุ่นใหม่มีสัดส่วนสูงที่ไม่ได้งานทำ อาจนำไปสู่การสูญเสียทักษะและประสบการณ์การทำงาน และอาจผลักดันให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ (informal economy) มากขึ้น ในอนาคตจะเป็นปัญหาต่อระบบประกันสังคม (Social Safety)

ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย คาดการณ์ว่าธ.ค.นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง และอีก 1 ครั้งในปี 2569 ไปสู่ที่ระดับ 1% ทั้งนี้ยังมีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะลดลงได้มากกว่านี้หากเศรษฐกิจชะลอตัวมากเกินคาดหรืออัตราเงินเฟ้อยังคงติดลบต่อเนื่อง

นายยรรยง ยังฝากภารกิจไปยังรัฐบาลใหม่แม้จะเป็นรัฐบาลชั่วคราว ใน 3 ด้าน (3 S) ได้แก่ Stabilize (ฟื้นฟูความเชื่อมั่น) จากทุกกลุ่ม ทั้งผู้บริโภค นักลงทุนในและต่างประเทศ รวมถึงนักท่องเที่ยว โดยต้องมีการกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน ทำได้จริง มีกระบวนการทำงานที่โปร่งใส และแถลงข่าวเศรษฐกิจรายสัปดาห์ เพื่อแสดงความคืบหน้า

Stimulate (กระตุ้นเศรษฐกิจ) โดยเน้นมาตรการการคลังที่ตรงจุด รวดเร็วและชั่วคราว ซึ่งล่าสุดก็ภาครัฐเตรียมใช้มาตรการ “คนละครึ่ง” แม้ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียง 0.1% ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจำกัดแต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ

และ Structural Reform (ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ) เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปการคลัง ที่สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีความกังวลใจอยู่ ดังนั้นภาคการคลังจะต้องมีแผนที่น่าเชื่อถือในการลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และการเพิ่มรายได้ของภาครัฐ โดยไม่กระทบต่อโมเมนตัมของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

รวมถึงการเบิกจ่ายเร่งงบประมาณ-งบลงทุน โดยรัฐบาลชุดนี้ควรวางแผนการดำเนินการให้ครบถ้วนในทุกมิติภายใน 4 เดือนแรก เพื่อให้มาตรการที่ออกเสร็จสิ้นก่อนยุบสภา และสามารถใช้กลไกของข้าราชการในการดำเนินการตามมาตรการเหล่านั้นต่อไปได้ในช่วงที่รอรัฐบาลใหม่

นายยรรยง ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงความท้าทายจากปัจจัยภายในประเทศว่า ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ยังเปราะบาง รายได้ธุรกิจฟื้นตัวแบบ K-shape กว้างขึ้น โดยรายได้ SMEs เฉลี่ยยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่สัดส่วนรายได้ธุรกิจขนาดใหญ่ Top 1% ขยายตัวต่อเนื่อง และมีสัดส่วนรายได้กว่า 76% ของรายได้รวมของภาคธุรกิจ สะท้อนการแข่งขันของ SMEs ที่ยากขึ้น

ขณะที่สัดส่วนบริษัทผีดิบ หรือธุรกิจที่กำไรไม่เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย ติดต่อ 3 ปี กลับมาเร่งตัวในปี 2567 โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แม้รายได้ฟื้นตัวดีหลังโควิด แต่ความสามารถทำกำไรลดลงต่อเนื่อง และฟื้นไม่เท่ากันในรายสาขา

ธุรกิจอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและความสามารถทำกำไรที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวเล็กน้อยในปีนี้และปีหน้า จากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนที่มีต่อเนื่องในระยะข้างหน้าส่วนใหญ่จากการลงทุนของธุรกิจต่างชาติในอุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคส์ EV และ Data center แม้อาจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นไม่มากนัก เนื่องจาก Import content สูง แต่จะวางรากฐานของอุตสาหกรรมใหม่ หรือ New S Curve ให้กับประเทศ

พร้อมกับยังได้ขยายความถึงตลาดแรงงานไทยเปราะบางมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ เห็นได้จากอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมและอัตราการว่างงานของแรงงานจบใหม่ที่เร่งตัวขึ้น ชั่วโมงการทำงานลดลงทุกสาขา

รวมถึงสัดส่วนผู้ทำงานต่ำระดับสูงขึ้น กดดันการฟื้นตัวของรายได้ในระยะข้างหน้าท่ามกลางความเสี่ยงสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวโน้มการจ้างงานในกลุ่มธุรกิจเสี่ยงมาก-ปานกลางเริ่มปรับลดลงตั้งแต่ต้นปี สอดคล้องกับข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ลดลง

ส่วนภาคการคลังมีข้อจำกัด โดยในระยะสั้นเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะพยุงการบริโภคได้บ้าง แต่ผลต่อเศรษฐกิจไม่มากเพราะวงเงินไม่สูง

หากเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกระทบกระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570 ส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้า นอกจากนี้ หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ในไม่ช้า เนื่องจากรัฐบาลลดการขาดดุลได้ยาก ภาระดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและรายจ่ายสวัสดิการสูงวัยปรับลดยาก

รวมถึงแนวโน้มรายได้รัฐบาลต่ำมานาน เสถียรภาพการคลังในระยะปานกลางที่อาจแย่ลงเช่นนี้เป็นความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางกรอบ ออกมาตรการ และสื่อสารแผนปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงนี้ลง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน