“ฐาปน” นำทัพไทยเบฟ ฝ่าภาวะเศรษฐกิจท้าทาย เดินหน้าตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตระยะยาว ขับเคลื่อนกลยุทธ์ PASSION 2030 ภายใต้ “Reach & Digital” เสริมแกร่งธุรกิจด้วยเครือข่าย One Logistics และ Big Data ขยายตลาดผ่าน F&N ใช้มาเลเซียเป็นประตูสู่อินโดนีเซีย ต่อยอดตลาดฮาลาลที่มีศักยภาพผู้บริโภคกว่า 2,500 ล้านคน วางงบลงทุนปี 2569 กว่า 9,000 ล้านบาท ชูเป้าหมายเป็นผู้นำเครื่องดื่มอาเซียนที่มั่นคงและยั่งยืน
วันที่ 30 ก.ย. 2568 นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือไทยเบฟ เปิดเผยว่าภายใต้เศรษฐกิจที่ท้าทาย บริษัทจะยังคงขับเคลื่อนกลยุทธ์ PASSION 2030 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมและปรับตัวอยู่เสมอกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังมีเป้าหมายเดิมคือการเป็น ผู้นำในอาเซียนที่มั่นคงและยั่งยืน (Stable and sustainable ASEAN Leader) ในกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม โดยหนึ่งในก้าวสำคัญที่เสริมแกร่งธุรกิจของกลุ่มในปีที่ผ่านมา คือ การผนวกรวมธุรกิจและการดำเนินงานของบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ, ลิมิเต็ด (“F&N”) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืน
โดย PASSION 2030 เน้นไปที่ 2 กลยุทธ์หลักคือ Reach เข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ และ Digital หรือการใช้ดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต โดยในส่วนของ Reach
เนื่องจากธุรกิจอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ไม่ว่าสินค้าจะดีเพียงใด ก็ต้องสามารถนำสินค้า เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างสะดวกสบายและตรงกับความต้องการ การปรับตัวนี้เกี่ยวข้องกับการขยายตัวไปรวมกับพันธมิตร (เช่น โออิชิ, เสริมสุข, F&N สิงค์โปร์ ซึ่งมีบริษัทย่อยในประเทศมาเลเซีย ที่มีทั้งการผลิต การจัดจำหน่าย และการเข้าถึงผู้บริโภค ตลอดจนเข้าไปในประเทศเวียดนามด้วย ดั้งนั้นเพื่อให้เกิดระบบ One Logistics ที่มองภาพรวมของภูมิภาค รวมถึงการทำความเข้าใจพื้นที่และสภาพพื้นที่ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้
ส่วนกลยุทธ์ Digital ดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ต้องอาศัยข้อมูล การวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ และการตัดสินใจในการขับเคลื่อนและสร้างโอกาส ระบบดิจิทัลที่ปรับปรุงเข้ามา เช่น ระบบศูนย์ข้อมูล (Big Data) ที่ช่วยจัดการ Logistics และโปรแกรม Flow ที่ช่วยให้เห็นความเคลื่อนไหวของสินค้า และช่วยให้ เข้าใจคุณลูกค้าของลูกค้าของเรา เพื่อทราบว่าช่องทางการขายมีการติดขัดหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากสถานการณ์โควิด
สำหรับผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 ไทยเบฟมีรายได้จากการขายรวม 258,621 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้การบริโภคจะชะลอตัวลง และถึงแม้จะมีการลงทุนในตราสินค้าและการตลาดที่เพิ่มขึ้นตามแผนงานที่วางไว้เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ตราสินค้าต่าง ๆ แต่กลุ่มมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (EBITDA) ลดลงเพียง 4% จากปีก่อน เป็น 45,026 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์มีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจทั่วโลก จากที่เคยส่งออกได้ก็ติดขัด ทำให้รายได้รายได้ค่อนข้างจำกัด สุดท้ายต้องเน้นการบริหารจัดการภายในองค์กรโดยเฉพาะการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและการเงินอย่างประหยัดและเหมาะสม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและดูแลผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น
นายฐาปน ยังกล่าวด้วยว่าเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ก้าวถัดไป นอกจากที่บริษัทจะเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดในประเทศแล้ว ยังพร้อมขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศ โดยการผนึกกำลังระหว่างกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ พร้อมวางงบลงทุนในปี 2569 ไว้ที่ 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบลงทุนในธุรกิจสุรา 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเบียร์ 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4,000 ล้านบาท และ อีก 1,000 ล้านบาท ในธุรกิจอาหาร
โดยเฉพาะธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ โดยตั้งเป้าให้ F&N เป็นแนวหน้าในการบุกเบิกตลาดผลิตภัณฑ์ฮาลาล หลังจากก่อนหน้านี้ได้เช้าไปลงทุนในธุรกิจ ฟาร์มโคนม ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งบริษัทจะใช้มาเลเซียเป็นประตูเชื่อมสู่อินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ประกอบตลาดฮาลาลในปัจจุบันมีประชากรประมาณ 1,900 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็น 2,500 ล้านคน ในปี 2050 จากประชากรโลกที่อาจเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 10,000 ล้านคน ตามการคาดการณ์ของธนาคารโลก ดั้งนั้นจะเห็นว่าประชากรมุสลิม และจำนวนผู้บริโภคสินค้าฮาลาลจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก
นายฐาปน ยังมีมุมมองต่อภาพรวมเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนต.ค.เป็นต้นไป เริ่มมีสัญญาณที่ดี โดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังจะมีนโยบายเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในทุกระดับชั้น อาทิ โครงการคนละครึ่ง เป็นต้น
อีกทั้งการเจรจาระดับพหุภาคี โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เป็นผู้นำทีมเจรจา ซึ่งส่งผลให้หลายๆ คนมองกลับมาที่อาเซียนในฐานะโอกาส เนื่องจากประเทศอื่น ๆ ก็ยังเห็นว่าเศรษฐกิจทั่วโลกไม่ได้มีมากนักที่ยังเจริญเติบโต
ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาล ได้รับความความเชื่อมั่นทั้งทีมเศรษฐกิจ จุดยืนและบทบาทของรัฐบาลไทย จะนำพาเศรษฐกิจ ของทั้งไทยและภูมิภาคอาเซียนเติบโต เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ซึ่งจะส่งผลให้หลาย ๆ ประเทศมองกลับมาที่อาเซียนในฐานะโอกาส เนื่องจากประเทศอื่น ๆ ก็ยังเห็นว่าเศรษฐกิจทั่วโลกไม่ได้มีมากนักที่ยังเจริญเติบโต ซึ่งจีนก็เติบโตแต่ภายในประเทศ ส่วนเวียดนามก็เติบโตแบบมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ

ทั้งนี้ธุรกิจของกลุ่มไทยเบฟ แยกเป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญ
ธุรกิจสุรา
ธุรกิจสุรามีรายได้จากการขายงวด 9 เดือน ปี 2568 จำนวน 92,778 ล้านบาท ซึ่งทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ปริมาณขายรวมลดลง 0.8% โดย EBITDA ลดลงเป็น 22,161 ล้านบาท
เนื่องจากค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพื่อเสริมแกร่งตราสินค้าและสนับสนุนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงเมียนมา ยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ธุรกิจสุราในไตรมาสล่าสุดมีกำไรที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์กร กล่าวว่าบริษัทมุ่งมั่นเสริมแกร่งในฐานะผู้นำตลาดสุราในไทยและเมียนมาอย่างต่อเนื่อง
พร้อมทั้งยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยการนำเสนอสินค้าพรีเมียมเพื่อตอบโจทย์ความนิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืนในตลาดภายในประเทศ และขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศ ด้วยการลงทุนเพื่อเสริมแกร่งตราสินค้าหลัก และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์
เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืน กลุ่มธุรกิจสุรามุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักในประเทศไทย พร้อมทั้งเดินหน้าขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ในประเทศไทย ไทยเบฟยังคงมุ่งมั่นเสริมแกร่งตราสินค้าหลักอย่าง รวงข้าว หงส์ทอง แสงโสม แม่โขง และเบลนด์ 285 อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสุราขาวและสุราสีในประเทศ
นอกจากนี้ ไทยเบฟยังคงมุ่งมั่นผลักดันสุราไทยให้เป็นที่รู้จักบนเวทีโลก โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดเรื่องราวแหล่งที่มาของวัตถุดิบคุณภาพ มรดกทางวัฒนธรรม และความประณีตของงานฝีมือ ผ่านตราสินค้าสุราไทยคุณภาพระดับสากล อาทิ แสงโสม แม่โขง พระยา รวงข้าว สยาม แซฟไฟร์ และอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลุ่ม คือ การเปิดตัว ‘PRAKAAN (ปราการ)’
ผลิตภัณฑ์ซิงเกิลมอลต์วิสกี้ระดับพรีเมียมแบรนด์แรกของไทยเมื่อปลายปี 2567 ซึ่งสะท้อนความเป็นไทยอย่างชัดเจนด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของตราสินค้า เพียงไม่กี่เดือนหลังจากการเปิดตัว PRAKAAN (ปราการ) ก็ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสามารถคว้ารางวัลระดับโลก โดยเฉพาะ PRAKAAN SELECT CASK (ปราการ ซีเล็คท์ คาสก์) ที่คว้ารางวัล Category Winner ในหมวด Single Malt, No Age Statement จากเวที World Whiskies Awards 2025
และเพื่อต่อยอดความสำเร็จในประเทศไทยและเอเชีย กลุ่มเดินหน้าขยายตลาดสินค้า PRAKAAN (ปราการ) สู่สหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การขายและการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการรับรู้ตราสินค้าในระดับสากล พร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว
ในเดือนก.พ. 2568 กลุ่มได้ต่อยอดนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคด้วยการเปิดตัว ZATO (ซาโต้) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมดื่มที่ยกระดับการหมักสาโทข้าวหอมมะลิแบบดั้งเดิมของไทยไปอีกขั้น โดยมาในรูปแบบกระป๋อง มีแคลอรี่ต่ำ และมี 2 รสชาติ ได้แก่ โคล่า บอมบ์ (Cola Bomb) และเลม่อน ไลม์ ฟิซ (Lemon-Lime Fizz)
หลังจากเปิดตัวเพียงไม่กี่เดือน ZATO (ซาโต้) ก็ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศไทย อีกทั้งยังได้รับการยอมรับในระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลจากหลายเวที นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ ZATO (ซาโต้) และเป็นการสะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้เป็นที่รับรู้บนเวทีโลก
สำหรับตลาดเมียนมา แกรนด์ รอยัล วิสกี้ (Grand Royal Whisky) ยังคงครองตำแหน่งตราสินค้าวิสกี้อันดับ 1 ในประเทศ ด้วยการปรับกลยุทธ์เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้ ท่ามกลางความท้าทายและภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยกลุ่มยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการฟื้นตัวของธุรกิจและรักษาความเป็นผู้นำในตลาด
นอกจากนี้ยังได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์นอกเหนือจากสินค้าวิสกี้ ด้วยการเปิดตัว Chingu Soju (ชินกู โซจู) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในเมียนมา โดยปัจจุบันมีให้เลือก 5 รสชาติ ได้แก่ เฟรช สตรอว์เบอร์รี องุ่นเขียว พีช และโยเกิร์ต
ในส่วนของตลาดต่างประเทศ ไทยเบฟมุ่งเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ครอบคลุมตั้งแต่สก็อตช์วิสกี้ คอนญัก นิวซีแลนด์วิสกี้ ซิงเกิลมอลต์วิสกี้ของไทย ไปจนถึงรัมบ่มอายุ โดยมุ่งเน้นทำการตลาดผ่านช่องทางการขายเฉพาะกลุ่มและที่สนามบิน
อีกทั้งยังเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ โดยใช้โอกาสครบรอบสำคัญของตราสินค้าหลัก อาทิ การครบรอบ 200 ปีของ Old Pulteney ในปี 2569 การครบรอบ 100 ปีของ Larsen ในปี 2569 และการครบรอบ 10 ปีของ Cardrona ในช่วงปลายปี 2568 จัดกิจกรรมการตลาดเพื่อเสริมแกร่งให้แก่ตราสินค้าอย่างต่อเนื่อง
และได้เพิ่มศักยภาพการผลิตด้วยการขยายคลังสินค้าในเมืองแอร์ดรี สหราชอาณาจักร เพื่อรองรับความต้องการวิสกี้พรีเมียมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงวางแผนขยายกำลังการผลิตที่โรงกลั่นในประเทศนิวซีแลนด์
นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว ‘Caorunn Tom Yum Infused Gin’ เหล้าจินรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักร โดยนำเอารสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยมาหลอมรวมกับศิลปะการกลั่นจินแบบดั้งเดิมของสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นการผสานวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
ทั้งนี้ธุรกิจสุรายังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบหลักอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน และควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขายอย่างรอบคอบ
ในขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน โดยได้เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน ผ่านการติดตั้งแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาในโรงงานหลายแห่ง ทั้งภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งดำเนินโครงการจัดการของเสียอย่างครบวงจร เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบให้เป็นศูนย์ ตลอดจนการขยายโรงผลิตก๊าซชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำพลังงานกลับมาใช้ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ธุรกิจเบียร์
ในช่วง 9 เดือน ปี 2568 ธุรกิจเบียร์มีรายได้จากการขาย 96,497 ล้านบาท ซึ่งยังทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสภาวะตลาดที่ท้าทายในประเทศเวียดนาม แม้ว่าจะมีปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 4.8% ก็ตาม
นอกจากนี้ยังมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (EBITDA margin) เพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 13% อันเป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ลดลง และประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจมี EBITDA เพิ่มขึ้น 4% เป็น 12,573 ล้านบาท
นายไมเคิล ไชน์ ฮิน ฟา ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเบียร์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เบียร์โค ลิมิเต็ด กล่าวว่า แม้การบริโภคในตลาดเวียดนามจะชะลอตัวลง แต่ธุรกิจเบียร์ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ และการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน
โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นดำเนินกลยุทธ์หลักอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับสถานะของตราสินค้าช้างในประเทศไทย และเสริมแกร่งความเป็นผู้นำตลาดของซาเบโก้ในประเทศเวียดนาม เพื่อวางรากฐานธุรกิจเบียร์ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทั้งสองตลาดหลัก
สายธุรกิจเบียร์ ประเทศไทย
นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อํานวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ ประเทศไทย กล่าวว่าบริษัทยังคงมุ่งมั่นเสริมแกร่ง ช้าง ซึ่งเป็นตราสินค้าหลัก และเบียร์อันดับ 1 ของประเทศไทย
พร้อมเสริมสร้างการมองเห็นตราสินค้าและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมและกิจกรรมการตลาด ที่ครอบคลุมการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียม เพิ่มศักยภาพการกระจายสินค้า ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืน”
สายธุรกิจเบียร์ ประเทศเวียดนาม
อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศเวียดนามเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ท่ามกลางสภาวะการบริโภคที่ชะลอตัว อันเป็นผลกระทบจากข้อกำหนดตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 100 (Decree 100) และฉบับที่ 168 (Decree 168)
นายเลสเตอร์ ตัน เต็ก ชวน กรรมการผู้จัดการของซาเบโก้ กล่าวว่าแม้จะต้องเผชิญกับความท้าทาย แต่ Bia Saigon ยังสามารถครองความเป็นผู้นำตลาดเบียร์ในประเทศเวียดนาม โดยบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเสริมสร้างตราสินค้า ขับเคลื่อนวัตกรรมผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่
พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน และผลักดันเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (“ESG”) เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับการฟื้นตัวของตลาดในอนาคต
ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีรายได้จากการขายช่วง 9 เดือน ปี 2568 ลดลง 0.7% จากปีก่อน เป็น 49,326 ล้านบาท แม้ปริมาณขายรวมจะเพิ่มขึ้น 0.4% โดยการลงทุนในตราสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมที่ลดลง ส่งผลให้ธุรกิจมี EBITDA ลดลง 6.3% เป็น 8,718 ล้านบาท
นายโฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการประเทศไทย ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานดิจิทัลและเทคโนโลยี กล่าวว่าแม้ในช่วงที่การบริโภคชะลอตัวลง แต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ตราสินค้าหลัก ตลอดจนขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคทุกที่
ยิ่งไปกว่านั้น การรวมธุรกิจและการดำเนินงานของ F&N เข้ามาอยู่กับกลุ่มไทยเบฟ ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งจากการผนึกกำลังกัน และยกระดับกลยุทธ์ด้านช่องทางการจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ธุรกิจอาหาร
ธุรกิจอาหารมีรายได้จากการขายช่วง 9 เดือน ปี 2568 ลดลง 1.4% จากปีก่อน เป็น 16,563 ล้านบาท อันเป็นผลจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายและความต้องการในตลาดโดยรวม นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจมี EBITDA ลดลงเป็น 1,578 ล้านบาท
นายไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย กล่าวว่าบริษัทได้เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจอาหารด้วยกลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างการขยายสาขาใหม่ การขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายที่แท้จริง การเสริมแกร่งพื้นฐานทางธุรกิจ และการพัฒนาด้านความยั่งยืน เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าประทับใจ พร้อมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้า พนักงาน และชุมชน
ในขณะที่ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ กล่าวว่าความยั่งยืนเป็นรากฐานสำคัญของทุกมิติในการดำเนินธุรกิจของไทยเบฟ ซึ่งได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎร’
พร้อมด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) ทั้ง 17 ประการมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่ม เพื่อสร้างลัพธ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม